HoonSmart.com>>5 ผู้นำตลาดหุ้นอาเซียน แสดงวิสัยทัศน์-ยุทธศาสตร์ การพัฒนาตลาดทุน ย้ำเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงตลาด สร้างสภาพคล่อง ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อทำให้ตลาดทุนอาเซียนเข้าถึงได้ง่าย น่าลงทุนยิ่งขึ้น สำหรับนักลงทุนทั่วโลก
ในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “แลกเปลี่ยนมุมมอง อาเซียน: ภูมิภาคแห่งโอกาสการเติบโต (ASEAN Exchange Session) เชื่อมโอกาส โตไปด้วยกัน” หรือ (ASEAN Growth Opportunities (ASEAN Exchange session) Inclusive Opportunities: Connecting Capital to Growth Across the ASEAN Region”) ดำเนินรายการ โดย นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
MR.Dato’ Fad’l Mohamed, Chief Executive Officer, Bursa Malaysia กล่าวว่า อาเซียนได้รับการคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2040 และมองว่าอาเซียนควรถูกมองเป็น “โอกาสเสริมกัน” ไม่ใช่แข่งกันเอง และตลาดทุนโลกยัง underweight สินทรัพย์อาเซียนอยู่มาก
สำหรับตลาดหุ้นมาเลเซีย มีจุดแข็งด้าน หนึ่ง ความหลากหลายของเซ็กเตอร์ ผลประกอบการที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยดีอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคอาเซียน
สอง มีสภาพคล่องจากฐานผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่เข้มแข็ง โดยมีกระแสเงินทุนหมุนเวียนในหุ้นระยะยาวอย่างต่อเนื่อง สามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าระบบได้กว่า 2.8 หมื่นล้านริงกิต เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ตลาดทุนอิสลาม (Islamic Capital Markets) ด้วยสัดส่วนหลักทรัพย์ที่สอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์ (Shariah-compliant) สูงถึง 80% สาม ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของภาคองค์กร บริษัทจดทะเบียนเกือบ 60% มีการจ่ายเงินปันผล ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะสำคัญ
สี่ เป็นผู้ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ซึ่งรองรับส่วนแบ่งงานประกอบและทดสอบชิปถึง 13% ของโลก
ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมาเลเซีย มีการเสนอขายหุ้นใหม่ (IPO) สูงถึง 60 บริษัท ระดมทุนได้ใกล้เคียง 6 พันล้านริงกิต และสร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 7.4 พันล้านริงกิต
ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 มี IPO เพิ่มขึ้นอีก 42 บริษัท ระดมทุนแตะระดับใกล้เคียง 6 พันล้านริงกิตเช่นกัน และสร้างมูลค่าตลาดมากกว่า 1.83 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของประเภทบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียน โดยมุ่งเน้นการขยายขนาดอุตสาหกรรมหลัก เช่น เซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยี, การแพทย์และสุขภาพ และ เทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว
ด้านการสนับสนุนตลาด มุ่งสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและ SMEs ผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะ ACE Market และ LEAP Market โดยมีบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Sunway และ 99 Speedmart เข้ามาระดมทุน สะท้อนถึงความต่อเนื่องของผลงานในตลาดทุน
การจัดทำโครงการ Mind Value-Up Programme ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทจดทะเบียนที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดรวมกว่า 80% ของ market cap ของตลาดหุ้นมาเลเซีย จำนวน 88 บริษัท โดยให้บริษัทเหล่านี้จัดทำแผนสร้างมูลค่าที่ชัดเจน พร้อมตัวชี้วัด ปัจจุบันเป็นแบบสมัครใจ
โครงการนี้ตั้งเป้าให้บริษัทต่างๆ ยื่นแผนภายในสิ้นปี เพื่อสร้างความชัดเจนด้านการเติบโตและการกำกับดูแล โดยจะมีการติดตามผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
นอกจากนี้ ตลาดยังขยายผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยเน้น ETF ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัว ETF สำหรับ สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่นักลงทุน
ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ด้วยการตกลงร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ฮ่องกง (SFC) และลงนาม MOU กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) เพื่อศึกษาโอกาสจัดทำการจดทะเบียนแบบ Dual Listings
ล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการจดทะเบียน และการส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายโอกาสและเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างตลาดในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
Mr. Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange กล่าวว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เป็นปีแห่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) ร่วมกับสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) และ SROs ในการดำเนินแผนปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน 8 หัวข้อหลัก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างชาติและยกระดับธรรมาภิบาลของตลาดทุนอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันได้ดำเนินการและมีผลบังคับใช้สำเร็จแล้วจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่
บังคับใช้นโยบายสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนเสรี (Free Float Policy) รูปแบบใหม่ โดยปรับเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำขึ้นเป็น 15%% จากเดิม 7.5% สำหรับการระดมทุน IPO ใหม่และบริษัทจดทะเบียนเดิมโดยให้ระยะเวลาปรับตัว 3 ปี
ขณะเดียวกัน มีการบังคับใช้การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership – UBO) และความเกี่ยวโยงของผู้ถือหุ้นภายใน รวมถึงการรายงานการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่อาจกระทบต่อราคา
IDX ยังได้ปรับปรุงระบบข้อมูลการถือครองหุ้น ให้ละเอียดขึ้น โดยปัจจุบัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมี 39 ประเภทของนักลงทุน และบังคับเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนเกิน 1% ทุกต้นเดือน
เสริมความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายต่อการปั่นหุ้นและธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย
อีกทั้งยังยกระดับ การกำกับดูแลกิจการ โดยบังคับให้กรรมการบริหาร คณพกรรมการตรวจสอบ เข้ารับการศึกษาด้านธรรมาภิบาลต่อเนื่อง และผู้จัดทำงบการเงินต้องมีใบรับรองความรู้ทางบัญชี
สำหรับ โครงการที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่การยกเลิกใบหุ้นสำหรับ Short Selling ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและรัฐบาล คาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ในสิ้นปีนี้ หรือ ต้นปีหน้า
การพัฒนาตลาดอนุพันธ์ โดยเพิ่งเปิดตัวกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่อ้างอิงทองคำตามหลักชารีอะฮ์ (Shariah-Compliant Gold-Based ETFs) จำนวน 5 กองทุน เมื่อเดือนที่แล้ว และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปอย่างยั่งยืน รวมถึงการปรับให้ดัชนี IDX สอดคล้องกับดัชนี S&P และ FTSE ตามหลัก ESG เพื่อสร้างความยั่งยืนและความโปร่งใสในตลาดทุน
“สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตลาดทุนอินโดนีเซียมีความลึก แข็งแกร่ง และโปร่งใสมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”
ปัจจุบันมีบัญชีนักลงทุนในระบบมากกว่า 30 ล้านราย โดยมีอัตราส่วนประมาณ 30% ที่เป็นผู้ลงทุนซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนจะส่งผลดีต่อการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับภูมิภาคเพื่อตอบสนองต่อผู้ลงทุนต่างประเทศ
Mr. Ramon S. Monzon, President and Chief Executive Officer, Philippine Stock Exchange กล่าวว่า ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ แม้จะเคยเผชิญกับความท้าทาย ทั้งปัญหาทางการเมืองและประเด็นอื่นๆ แต่ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขแล้ว
ขณะที่ ราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน มีการซื้อขายกันที่ PE เฉลี่ย 13-17 เท่า ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์มีอัตราส่วน P/E ที่ต่ำเพียง 9.56 เท่า
นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ยังมีผลกำไรที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาอัตรากำไรสุทธิ (Profit Margin) ของบริษัทในดัชนีหลักกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าบริษัทจดทะเบียนของฟิลิปปินส์มีอัตรากำไรสุทธิสูงถึงประมาณ 14% ซึ่งเป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์และอินโดนีเซียเท่านั้น จึงทำให้มีศักยภาพสูงมากในแง่ของการประเมินมูลค่าราคาหุ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการปฏิรูปหลายประการที่กำลังถูกนำเข้ามาใช้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนเพื่อดึงดูดบริษัทใหม่ๆ การนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ตลอดจนระบบโครงสร้างพื้นฐานของตลาดซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ทันสมัยที่สุด
ในส่วนของเศรษฐกิจภาพรวม เคยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึง 6-7% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงที่สุดในอาเซียน ณ ขณะนั้น แต่จากปัญหาทางการเมืองทำให้ตัวเลขชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.5%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และคาดว่าการเติบโตของ GDP จะฟื้นตัวกลับขึ้นไปสู่ระดับ 6-7% ได้อีกครั้ง เนื่องจากโครงสร้างประชากรของฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกลุ่มวัยเยาว์มากที่สุดหรืออาจจะอายุน้อยที่สุดในอาเซียน ประกอบกับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคซึ่งสูงเป็นอันดับสามของภูมิภาค โดยการบริโภคพื้นฐานคิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของ GDP จึงนับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุน
ด้านตลาดหุ้น มุ่งเน้นนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนระยะสั้น เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง ผ่านการปรับเกณฑ์โมเดลผู้สนับสนุนการจดทะเบียน การเปิดโอกาสให้จดทะเบียนเฉพาะหุ้นบุริมสิทธิและการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ให้ครอบคลุมธุรกิจทางด่วน, Data Center, และพลังงานหมุนเวียน โดยจะมีการระดมทุนของศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้
เร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการออกตราสารชนิดใหม่ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นขออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Derivative Depositary Receipts – GDDR) พร้อมเร่งสรุปกรอบกติกาตราสารอนุพันธ์ (Derivatives Rule Framework) ที่ตั้งเป้าหมายเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และปรับเกณฑ์พัฒนาตลาดกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีเพียงกองทุนเดียวในปัจจุบัน
พัฒนามาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและดึงดูดผู้ลงทุนรายย่อย โดยจัดตั้งกระดานซื้อขายเจรจาตรง (Negotiated Trade Board) เพื่อเอื้อต่อรายการขนาดใหญ่ที่มีข้อตกลงราคาเฉพาะให้ตกลงกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องต่อคิวปกติ การปรับโครงสร้างระบบซื้อขายขั้นต่ำเป็น “One Share, One Board Lot” และสนับสนุนการจัดตั้งบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล (PERA) แก่พนักงานซึ่งรัฐบาลสนับสนุนผ่านการลดหย่อนภาษี
ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่านการเปลี่ยนระบบซื้อขายใหม่ทั้งหมดไปใช้ระบบ “Nasdaq Eclipse” ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมปรับระบบรายงานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการปรับปรุงระบบรับฝากหลักทรัพย์ส่วนกลาง (Central Securities Depository System) และระบบดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแลย่อย
Mr. Loh Boon Chye, Chief Executive Officer, SGX Group กล่าวว่า ตลาดหุ้นอาเซียนแต่ละตลาดเปรียบเสมือนช่องทางเข้าถึงโอกาสในภูมิภาค โดยมีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวในแต่ละประเทศ หรือช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากผนึกกำลังกัน จะมีความแข็งแกร่งและดึงดูดใจได้มากขึ้น
ขณะนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเทรนด์ด้านบุคลากร การปรับเปลี่ยนสายการผลิต การไหลเวียนของการค้า การรวมตลาดเข้ากับศักยภาพการผลิต ตลอดจนฝั่งการเงิน ซึ่งทำให้ภาพรวมของอาเซียนเต็มไปด้วยโอกาสทางการลงทุน
สำหรับ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกลไกหลักในการกำหนดราคา การจัดสรรเงินทุน การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน โดย SGX ได้เดินหน้าสร้างตลาดที่ยั่งยืนผ่านการพัฒนาและเสริมแกร่งศักยภาพของบริษัทที่มีคุณภาพ เพราะบริษัทที่มีคุณภาพสูงจะเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนสภาพคล่อง และนำไปสู่การสนับสนุนมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuation) ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อันเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั้งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน
ปัจจุบันเริ่มปรากฏสัญญาณบวกเบื้องต้นจากการรวมตัวกันของปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในฝั่งหลักทรัพย์ และกองทุน ETF ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาคพุ่งสูงที่สุดในรอบ 18 ปี ที่น่าสนใจคือความคึกคักดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นในดัชนีหลักเท่านั้น แต่ยังกระจายตัวไปสู่กลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี สัดส่วนกิจกรรมการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี
ในการสร้างความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง SGX ได้มุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสรรหาบริษัทที่มีการเติบโตสูงเข้ามาจดทะเบียน โดยมุ่งเน้นที่คุณภาพมากกว่าเพียงแค่จำนวน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่แต่งตั้งที่ปรึกษาและเตรียมความพร้อมทำ IPO มากกว่า 50 บริษัท เพื่อเตรียมจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ครอบคลุมทั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภค การดูแลสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ SGX ยังเตรียมร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ในการจัดทำกระดานจดทะเบียนระดับโลก (Global Listed Board) เพื่อเปิดทางให้บริษัทระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาค สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SGX และ Nasdaq ได้พร้อมกัน
ในส่วนของการสร้างสภาพคล่องและอุปสงค์ในฝั่งซัพพลายนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดคือโครงการมาตรการจูงใจตลาดทุนของธนาคารกลางสิงคโปร์ วงเงินรวม 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการอนุมัติจัดสรรเงินทุนแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบทั้งหมดภายใน 12 เดือนข้างหน้า เพื่อขยายฐานเงินทุนภายในประเทศสำหรับการลงทุนทั้งในหุ้น IPO และตลาดรอง
ขณะเดียวกันยังมีโครงการ Value Up Program ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถวางแผนและเป้าหมายการจัดสรรเงินทุน รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งคำสั่งซื้อขายและการเข้าถึงตลาด ผ่านการปรับเปลี่ยนขนาดหน่วยการซื้อขาย และการปรับปรุงระบบการฝากรับฝากทรัพย์สิน ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มสภาพคล่องและอุปสงค์ตลาดทุนสิงคโปร์ผ่านกองทุนสนับสนุนตลาดทุนของธนาคารกลางสิงคโปร์ ภายใต้ Equity market development program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งจัดสรรลงทุนไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ควบคู่กับโครงการสนับสนุนบริษัท “Value Up Program
ปรับปรุงประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้าถึงตลาดซื้อขาย โดยปรับปรุงเกณฑ์ขนาดการทำธุรกรรมรายใหญ่ (Block Size) และเตรียมเปลี่ยนผ่านระบบการรับฝากและดูแลหลักทรัพย์ ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
พร้อมทั้งรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอาเซียน ซึ่งปัจจุบันบริษัทบนกระดานหลักของ SGX มีสัดส่วนบริษัทที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้รวมกันสูงถึง 20%
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการทำหน้าที่เป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อเป็นเสาหลักในการระดมทุนและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง
สนับสนุนมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถการเติบโตระดับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ พร้อมทั้งเปิดรับความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศตลาดทุนเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยและหน่วยงานกำกับดูแล ในการทบทวนปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และข้อกำหนดการรับหลักทรัพย์เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ New Economy ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างสมดุล
ศึกษาแนวทางการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ปฏิรูปตลาดทุน เช่น การพัฒนาเปลี่ยนผ่านสินทรัพย์ไปสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) หรือการแปลงสิทธิ์ในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenisation) ซึ่งกำลังเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐานแก่โครงสร้างการให้บริการและธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
น้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือข้ามพรมแดนระดับภูมิภาค (Cross-border Collaboration) ผ่านความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการร่วมจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt – DR) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี DR ให้ซื้อขายกว่า 500 หลักทรัพย์
Mr. Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange กำหนดเสาหลักและทิศทางการยกระดับตลาดทุนของเวียดนามผ่านหัวข้อกลยุทธ์ 4 ประการ ประกอบด้วย ความสามารถในการเข้าถึงตลาด คุณภาพของตลาด ผลิตภัณฑ์การลงทุน และความน่าเชื่อถือของตลาด
ปี 2026 เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนาม FTSE Russell ยืนยันการปรับสถานะจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market มีผลในเดือนกันยายนนี้ โดยเน้นว่าการปรับสถานะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตลาด แต่ขึ้นอยู่กับ “การเข้าถึงได้ของตลาด” (market accessibility) เช่น การยกเลิกข้อกำหนด pre-funding และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ต่างชาติเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
ปรับปรุงมาตรฐานและยกระดับสภาพคล่องของตลาดทุนหลังการยกระดับสถานะ โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนกระบวนการชำระบัญชีส่งมอบสู่ระบบสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty – CCP) และการเตรียมกรอบโครงสร้างมาตรการส่งเสริมธุรกรรมการให้ยืมและยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) รวมถึงการขายชอร์ตหลักทรัพย์ในรูปแบบที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Covered Short Sale)
ขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่นอกเหนือจากการซื้อขายหุ้นสามัญ โดยพัฒนารูปแบบการจัดตั้งและขยายกองทุนดัชนี ETF ใหม่ ตราสารอนุพันธ์ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงระดับภูมิภาค พร้อมทั้งร่วมลงนามความตกลงร่วมกันของ 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเพื่อพัฒนาโครงการระบบเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และการจดทะเบียนข้ามพรมแดน (e-ASEAN)
เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและธรรมาภิบาลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากกลุ่มสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ผ่านมาตรการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS / IAS) การส่งเสริมมาตรฐานความยั่งยืนและการรายงานข้อมูลสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Data) ร่วมกับเครือข่ายความยั่งยืนอาเซียน ตลอดจนพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้สอดรับกับเกณฑ์สากลของ OECD
ชูจุดแข็งว่าเวียดนามตั้งอยู่ในภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย และวางตำแหน่งตัวเองเป็นหนึ่งในตลาดทุนที่มีพลวัตมากที่สุดในเอเชีย
