HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก “ดาวโจนส์” เพิ่มขึ้น 149 จุด ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นจนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงหนุนจากกระแสความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ หลัง SK Hynix ของเกาหลีใต้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรง นักลงทุนต่างจับตาเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการ Q2/69 สัปดาห์หน้า ด้าน”ราคาน้ำมันดิบ” ย่อตัวลงต่อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวกเล็กน้อย
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ปิดบวก ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นจนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ หลังจากที่ SK Hynix ของเกาหลีใต้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรง ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาการเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่จะมาถึงในสัปดาห์หน้า
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,637.01 จุด เพิ่มขึ้น 149.60 จุด, +0.29%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,575.39 จุด เพิ่มขึ้น 31.75 จุด, +0.42%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,281.61 จุด เพิ่มขึ้น 74.72 จุด, +0.29%
สำหรับภาพรวมตลอดสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ส่วนดัชนี Nasdaq ก็ปิดตลาดในแดนบวกโดยปรับตัวขึ้นกว่า 1% เช่นกัน ขณะที่ดัชนี Dow ปรับตัวลดลง 0.5% ในสัปดาห์นี้
กระแสการลงทุนในกลุ่มธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ SK Hynix ปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่าราคาเสนอขายถึง 13% มาอยู่ที่ระดับ 170 ดอลลาร์ ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จากการเสนอขายตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (American Depositary Receipts หรือ ADR) ในราคาหน่วยละ 149 ดอลลาร์
Nvidia ก็เป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นราว 4% ทางด้าน Meta Platforms ก็เป็นอีกหนึ่งหุ้นเด่นในกลุ่มเทคโนโลยีเช่นกัน โดยราคาหุ้นทะยานขึ้นประมาณ 6% ซึ่งการปรับตัวขึ้นเกือบ 15% ในสัปดาห์นี้ถือเป็นผลการดำเนินงานรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 หลังจากที่ Bank of America ยังคงคำแนะนำ ซื้อ หุ้นตัวนี้ อีกทั้งยังมีรายงานจากบันทึกภายในที่สำนักข่าว Reuters ได้ตรวจสอบ ซึ่งบ่งชี้ว่า Meta กำลังปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าอิหร่านได้ขอเจรจาต่อและสหรัฐฯ ก็ตอบตกลง แต่ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนนั้นถือว่า “สิ้นสุดลงแล้ว”
เหตุปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในสัปดาห์นี้ได้จุดชนวนความกังวลอีกครั้งว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 เริ่มต้นในสัปดาห์หน้าด้วยการรายงานผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ โดยข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะพุ่งขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการเติบโตของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี
การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ทำให้ดัชนี S&P 500 มี Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 20 เท่า ลดลงจากระดับ 21 เท่าในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แม้ว่าดัชนีจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม
กลุ่มผู้ผลิตชิปถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับตัวขึ้นของตลาดในปีนี้ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากกระแส AI และความคาดหวังถึงการทุ่มงบลงทุนมหาศาลของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับระดับราคาหุ้นที่สูงเกินไปและการเทขายทำกำไรได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนในหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับหุ้นรายตัวอื่นๆ หุ้น Delta Air Lines ปรับตัวลดลง 1.8% แม้การคาดการณ์กำไรในไตรมาสที่ 3 ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม แต่บริษัทรายงานต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงมากในไตรมาสที่สอง
ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในสัปดาห์หน้าจะให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นอกจากนี้ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ก็มีกำหนดเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรด้วย
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อยยุติขาขึ้นที่ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลง 1.8% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มลดความคาดหวังว่าปัญหาชะงักงันด้านอุปทานพลังงานจะคลี่คลายลงในเร็วๆนี้
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 641.10 จุด เพิ่มขึ้น 0.23 จุด, +0.04%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,497.29 จุด เพิ่มขึ้น 24.84 จุด, +0.24%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,338.97 จุด เพิ่มขึ้น 12.35 จุด, +0.15%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,067.09 จุด ลดลง 51.18 จุด, -0.20%
สหรัฐฯ และอิหร่านต่างโจมตีซึ่งกันและกันรอบใหม่ ขณะที่สหรัฐกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้น 5% ในสัปดาห์นี้
การประชุมสุดยอดนาโตในตุรกียิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเข้าไปอีก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกสเปนว่าเป็นพันธมิตรที่แย่มากและขู่ว่าจะระงับการค้ากับประเทศดังกล่าว ก่อนที่จะลดระดับถ้อยคำลงในภายหลัง
โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้เน้นย้ำว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นของนักลงทุน
Marta Nortonหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Empower กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดวางใจในระดับหนึ่งว่าสงครามไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่เหตุการณ์สัปดาห์นี้เตือนว่ายังคงเป็นปัญหาอยู่
การโยกเงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของตลาดก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI
ตลาดกำลังหันไปจับตาการรายงานผลประกอบการที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะช่วยดึงความสนใจกลับมาที่ปัจจัยพื้นฐานและอาจเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับตลาดหุ้น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลง 1.3% และลดลง 1.8% ในรอบสัปดาห์ โดยหุ้นของ Soitec และ ASML ร่วงลง 5.9% และ 2.1% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มโทรคมนาคม ปรับตัวขึ้น 1.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้น 12.6% ของหุ้น Vodafone หลังจากที่ e& กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศว่าจะขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทให้กับกลุ่มธุรกิจครอบครัวของ Xavier Niel มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส
หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการปรับตัวขึ้น 1% โดยหุ้นสายการบินส่วนใหญ่ต่างปรับตัวสูงขึ้น หุ้น easyJet ของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้น 14.3% หลังจากบริษัทตกลงในหลักการรับข้อเสนอการเข้าซื้อกิจการมูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์ (7.65 พันล้านดอลลาร์) จาก Apollo Global
หุ้น St. James’s Place ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยร่วงลง 8.5% หลังจากมีรายงานว่า Sovereign Wealth ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดของบริษัทจัดการการลงทุนแห่งนี้ กำลังพิจารณาที่จะถอนตัวออกจากกลุ่มบริษัท
J.P.Morgan มีมุมมองเชิงบวกต่อภาคอุตสาหกรรมเหล็กของยุโรป และปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น ArcelorMittal จาก underweight เป็น neutral ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 6.4%
หุ้น Ryanair ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 0.9% โดยลดช่วงบวกลงหลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 2.9% ระหว่างการซื้อขาย ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากสนามบินสองแห่งระบุว่า มีผู้โดยสารบางส่วนถูกดูดออกไปทางหน้าต่างที่หลุดออกมาระหว่างเที่ยวบินของ Ryanair หลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากเมืองเทสซาโลนิกิในประเทศกรีซได้ไม่นาน ส่งผลให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉิน
ราคาหุ้น Volkswagen ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน โดยแหล่งข่าวภายในบริษัทสองรายเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ตัวแทนฝ่ายแรงงานที่มีอิทธิพลของบริษัทได้ขัดขวางแผนการปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่
นอกจากนี้ บริษัทยังรายงานยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกในไตรมาสที่สองที่ลดลง 8.6% ซึ่งถือเป็นการลดลงรายไตรมาสที่รุนแรงที่สุดในรอบสี่ปี
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 67 เซนต์ หรือ 0.93% ปิดที่ 71.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 28 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 76.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

