ก.ล.ต. ลบข้อมูลเท็จ 7 รายการ 6 บริษัทคุก 1 ปี! ยันระบบตรวจสอบสากล-ปิดข้อมูล”สุภาพร พิมพ์พงษ์”ติด PDPA

HoonSmart.com>>กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่สั่นสะเทือนวงการตลาดทุน! เมื่อ ก.ล.ต. ประกาศ “ลบข้อมูลถาวร” รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ “น.ส.สุภาพร พิมพ์พงษ์” จำนวน 7 รายการ ใน 6 บริษัทจดทะเบียน หลังเจอยื่นข้อมูลเท็จย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564 ถึง 3 กรณี! เท็จไร้ชื่อในสมุดทะเบียน, เท็จอ้างหลักทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริงในตลาด เท็จ สวมรอยแอบอ้างตัวเลขสิทธิ์ซื้อหุ้นปุริมสิทธิ์ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง เรียกชี้แจงข้อเท็จจริง ความผิดตามกฎหมายจำคุก 1  ปี!  ยันระบบตรวจสอบเดียวกับมาตรฐานสากล ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับ น.ส.สุภาพร เป็นใคร ก.ล.ต.อ้างติดกฎหมาย PDPA เปิดเผยไม่ได้ 

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.ได้ประกาศถอดข้อมูลการรายงานได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ “น.ส.สุภาพร พิมพ์พงษ์ “ออกจากระบบเผยแพร่ทั้งหมด หลังตรวจพบความผิดปกติขั้นรุนแรงและได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”

รายงานที่ถูกลบออกไปนั้นเป็นข้อมูลการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จำนวน 7 รายการ ในบริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง ซึ่งเป็นการยื่นรายงานย้อนหลังครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยยื่นเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ขึ้นป้ายเตือนเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” และ “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” ก่อนจะตัดสินใจลบออกจากระบบถาวรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม

เหตุผลที่ต้องถอดข้อมูลดังกล่าวออกทันทีเนื่องจากตรวจสอบข้อมูลเป็นเท็จ 3 ประการหลัก ได้แก่

1.ไม่พบชื่อในสมุดทะเบียน ไม่ปรากฏชื่อของผู้รายงานรายนี้ในวันปิดสมุดทะเบียนราษฎร์ของบริษัทดังกล่าวในช่วงเวลาหลังจากที่มีการแจ้งว่าได้หุ้นมา และไม่มีการรายงานการขายออกแต่อย่างใด

 2.หลักทรัพย์ไม่มีอยู่จริง ประเภทของหลักทรัพย์ที่ผู้รายงานระบุว่าได้มานั้น ไม่ได้มีอยู่จริงในตลาด ณ ช่วงเวลาที่อ้างในรายงาน

3.สวมรอยธุรกรรมคนอื่น พบการแอบอ้างตัวเลขการใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นปุริมสิทธิ์ แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่า ตัวเลขดังกล่าวไปตรงกับธุรกรรมการใช้สิทธิ์หุ้นกู้แปลงสภาพของบุคคลอื่น

ทั้งนี้ โครงสร้างการถือหุ้นและสิทธิ์ในการออกเสียง (Voting Rights) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลที่เป็นเท็จในส่วนนี้สามารถบิดเบือนภาพลักษณ์การบริหารงาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดทุน

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ระบบรายงาน 246-2 มีมาตรการคัดกรองที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลเป็นอันดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่าสารสนเทศที่ส่งถึงสาธารณะมีความน่าเชื่อถือ โดยหลังจากนี้ ก.ล.ต. จะส่งไม้ต่อให้ทีมระบบที่ดูแลรับผิดชอบตรวจสอบช่องโหว่และการเข้าถึงระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ผู้รายงานผ่านขั้นตอนการยืนยันตัวตนและบันทึกข้อมูลเข้ามาในระบบ มาตรการสอบทานจะเริ่มต้นทำงานทันที โดยกระบวนการคัดกรองและเฝ้าระวังข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

ระยะแรก – การแปะป้ายแจ้งเตือน “ข้อมูลเบื้องต้น” เนื่องจากระบบเปิดให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้บันทึกข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาอาจเกิดข้อผิดพลาดบางประการได้ หาก ก.ล.ต. ตรวจพบความไม่ปกติ จะดำเนินการประสานงานให้ผู้ยื่นแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ในระหว่างนั้น สำนักงานฯ จะทำการแปะป้ายสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ทันที เพื่อเตือนให้นักลงทุนทราบว่าข้อมูลดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบทาน

ระยะที่สอง – ยกระดับเป็น “กำลังตรวจสอบอยู่”: หากพบสิ่งผิดปกติในเชิงลึก ก.ล.ต. จะดำเนินการตรวจสอบต่อทันที ทั้งการประสานผู้บันทึกและการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ทราบ (Verify) จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้ออกแถลงการณ์ เพื่อเปลี่ยนสถานะข้อมูลดังกล่าวให้เป็น “กำลังตรวจสอบอยู่” เพื่อให้เป็นสารสนเทศแก่ตลาดทุนว่าข้อมูลนี้กำลังอยู่ในกระบวนการสอบสวนขั้นเด็ดขาด

ระยะสุดท้าย – การนำข้อมูลออกจากระบบ (Take Down): เมื่อเข้าสู่กระบวนการยืนยันความถูกต้อง และได้รับการยืนยันหลักฐานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้คือบริษัทจดทะเบียนต้นสังกัดของหลักทรัพย์ดังกล่าว เมื่อโปรโตคอลเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก.ล.ต. จึงจะนำข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จออกจากระบบทันที

​”ข้อมูลนี้ไม่ได้ใสสะอาดมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่เราลบออก แต่ได้รับการแปะป้ายแจ้งเตือนเป็นระยะตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของ ก.ล.ต. ซึ่งทุกอย่างปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ มีการชี้แจงต่อสื่อมวลชน และออกแถลงการณ์อย่างโปร่งใส” นางพรแนงค์ กล่าว

นางพรอนงค์ กล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่วันนี้หรือเมื่อวาน แต่เป็นกระบวนการร้อยเรียงที่ทำงานอย่างเป็นระบบมาโดยตลอด นับตั้งแต่ผู้รายงานเริ่มเข้ามาลงทะเบียน (Register) ซึ่งสำนักงานฯ ใช้มาตรฐานการตรวจสอบยันระดับสากลนี้กับทุก ๆ รายการที่มีการรายงานเข้ามา เพื่อคุ้มครองนักลงทุนและรักษาเสถียรภาพของตลาดทุนไทย ส่วนในเรื่องของมาตรการทางกฎหมายต่อไปนั้น สำนักงานฯ จะมีการชี้แจงความคืบหน้าในลำดับถัดไป

น.ส.สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ จะต้องเข้ามาบันทึกข้อมูลผ่านระบบบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลและตัวตนของผู้ส่งรายงาน ระบบได้กำหนดให้ผู้ใช้งานต้องผ่านกระบวนการลงทะเบียนที่เข้มงวด

ในขั้นตอนการลงทะเบียน ผู้ยื่นคำขอจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด, เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก รวมถึงชื่อบิดาและมารดา โดยระบบของ ก.ล.ต. จะทำการเชื่อมโยงและสอบยันข้อมูล (Cross-check) เหล่านี้ไปยังฐานข้อมูลของกรมการปกครองโดยตรง หากพบว่าข้อมูลไม่ตรงกันแม้แต่จุดเดียว ระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียนทันที

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบฐานข้อมูลแล้ว ระบบยังมีระบบความปลอดภัยชั้นที่สอง โดยการส่งรหัส OTP (One-Time Password Verification) ไปยังหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้ลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้ง ก่อนที่จะอนุญาตให้สร้าง Username และ Password เพื่อเข้าใช้งานระบบในอนาคต

ก.ล.ต. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในทุก ๆ ครั้งที่มีการเข้ามาบันทึกข้อมูลการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ ระบบจะบังคับให้ผู้ยื่นรายงานต้องทำการ “รับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงของข้อมูล” พร้อมทั้งระบบจะมีการแจ้งเตือนให้ผู้ยื่นรับทราบอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่มีการบันทึกเข้ามานี้ จะถูกเผยแพร่และเปิดเผยสู่สาธารณะในท้ายที่สุด

มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานกำกับดูแลในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลในตลาดทุนไทย เพื่อให้นักลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ้นรายใหญ่ที่ปรากฏแก่สาธารณะนั้น ผ่านการตรวจสอบและมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่การแอบอ้างหรือบิดเบือนข้อมูลแต่อย่างใด

“ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ได้ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลเป็นอันดับแรก ดังนั้น ทุกข้อมูลที่ไหลเข้ามาในระบบ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะทำการสอบทาน (Cross-check) อยู่เสมอ โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่เริ่มพบข้อสังเกตหรือความผิดปกติในรายงาน ระบบจะทำการ “แปะป้ายเตือน” สถานะไว้ทันทีว่า “ข้อมูลเบื้องต้น” ซึ่งจะปรากฏอยู่ที่บริเวณด้านล่างของตารางระบบเผยแพร่ เพื่อเป็นจุดแจ้งเตือนให้ผู้ประกาศและนักลงทุนทราบว่า ข้อมูลนี้ยังไม่ครบถ้วน หรืออยู่ในระหว่างการสอบทาน”น.ส.สุชา กล่าว

​น.ส.สุชา กล่าวว่า หลังจากนั้น หากเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมีความจำเป็นต้องตรวจสอบในเชิงลึก ระบบจะทำการยกระดับคำเตือน โดยเปลี่ยนสถานะบนป้ายเตือนเป็น “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ซึ่งหมายความว่า ก.ล.ต. กำลังลงรายละเอียดในกระบวนการตรวจสอบเชิงลึก

​และท้ายที่สุด เมื่อ ก.ล.ต. ได้ทำการตรวจสอบยันข้อมูล (Verify) กับแหล่งข้อมูลต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย และได้รับการรับรองผลกลับมาว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ ก.ล.ต. จึงจะดำเนินการถอนรายงานฉบับดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ทันที

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับความถูกต้องของข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและสาธารณชนเป็นวงกว้าง ที่ผ่านมาเมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติ ก.ล.ต. ได้มีการขึ้นเครื่องหมายแจ้งเตือนผู้ลงทุนไปตามลำดับขั้นตอนแล้ว แต่เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ

“สำนักงานฯ จึงได้เดินหน้ามาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไปอย่างเร่งด่วน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เมื่อเราพบว่าข้อมูลมีความไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้อง หลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบยันข้อมูล (Cross-check) กับทางบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์แล้ว ก.ล.ต. ก็พร้อมที่จะดำเนินกระบวนการทางกฎหมายทันที” นายธวัชชัยกล่าว

นายธวัชชัย กล่าวว่า สำหรับฐานความผิดที่อาจเกิดขึ้นในกรณีนี้ คือการยื่นเอกสารหลักฐานเท็จ หรือการแสดงข้อความที่เป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต. หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

“ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน และได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำการชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว”นายธวัชชัย กล่าว

นายธวัชชัย กล่าวว่า แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของเคสนี้ได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใต้กระบวนการที่ถูกต้อง ทั้งนี้ หากมีผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ก.ล.ต. จะทำการแถลงข่าวต่อสาธารณชนทันทีเช่นเดียวกับกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมา

เปิดไทม์ไลน์การตรวจสอบ-แจ้งเตือน

1. สถานะของผู้ยื่นรายงานและการยืนยันตัวตน

ผู้รายงานมีตัวตนจริง ก.ล.ต. ยืนยันว่าระบบการลงทะเบียน (Register) มีมาตรการตรวจสอบข้อมูลผู้กรอกเปรียบเทียบกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ซึ่งในเคสนี้ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลตรงกัน และมีตัวตนอยู่จริง

สามารถติดต่อตัวผู้รายงานได้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระบุว่าได้ติดต่อประสานงาน และเจอตัวผู้ยื่นรายงานแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกได้ เนื่องจากกระบวนการบังคับใช้กฎหมายยังไม่สิ้นสุด

ข้อมูลรายงานเป็นเท็จ แม้ตัวผู้รายงานจะมีตัวตนจริง แต่จากการที่ ก.ล.ต. ไปทำการตรวจสอบยัน (Verify) กับบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ต้นทาง พบว่าข้อมูลการถือครองหุ้นที่รายงานเข้ามานั้น “ไม่ถูกต้องและเป็นศูนย์”

​2. กลไกและไทม์ไลน์การแจ้งเตือน (Alert) ของระบบ

​ก.ล.ต. ชี้แจงว่าระบบไม่ได้ปล่อยผ่านข้อมูลโดยไม่มีการคัดกรอง แต่มีกลไกแปะป้ายสถานะ (Alert) ในช่องหมายเหตุเพื่อแจ้งเตือนนักลงทุนเป็นระยะตามความคืบหน้า ซึ่งมีไทม์ไลน์ดังนี้:

วันที่ 3 ก.ค.2569 ข้อมูลถูกบันทึกเข้ามาในระบบ และ ก.ล.ต. แปะป้าย alert ครั้งที่ 1 สถานะ “ข้อมูลเบื้องต้น” เพื่อแจ้งว่าอยู่ระหว่างการสอบทาน

วันที่ 4-5 ก.ค.2569 ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์

วันที่ 7 ก.ค.2569 ก.ล.ต. ยกระดับการเตือนภัยขั้นที่ 2 โดยออกแถลงการณ์เปลี่ยนสถานะเป็น “กำลังตรวจสอบอยู่” หลังจากเริ่มพบความผิดปกติและสังคมเริ่มให้ความสนใจ

วันที่ 8 ก.ค.2569 ก.ล.ต. ทำการ Take Down หรือปลดข้อมูลชุดดังกล่าวออกจากระบบแบบ 246-2 หลังจากกระบวนการตรวจสอบยันเสร็จสิ้น

​3. การตอบสนองต่อข้อสังเกตของสังคม

เมื่อถูกถามว่า ก.ล.ต. ตรวจพบความผิดปกตินี้เองหรือพบหลังจากสังคมตั้งข้อสังเกต ทาง ก.ล.ต. ชี้แจงว่า สำนักงานฯ มีกลไกภายในในการตรวจสอบและขึ้นเครื่องหมายเตือนอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่ทางสังคมเริ่มให้ความสนใจและตั้งข้อสังเกตเข้ามาในเวลาใกล้เคียงกัน สำนักงานฯ จึงได้เร่งกระบวนการตรวจสอบยันเพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนนำข้อมูลที่ผิดพลาดไปใช้

ก.ล.ต. เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ทางสำนักงานฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและไม่ได้นิ่งนอนใจ กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่วัน (ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 8) ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนการให้เวลาตรวจสอบตามปกติและรวดเร็วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตลาดทุน

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ไม่สามารถให้รายละเอียดข้อมูล น.ส.สุภาพร พิมพ์พงษ์ ได้ เนื่องจากติดกฏหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)