พ.ร.บ. หลักทรัพย์ดิจิทัล จ่อปฏิวัติ ‘หุ้นกู้ไร้ใบ’  ThaiBMA ชี้ช่วยปลุกสภาพคล่องตลาดรอง 

HoonSmart.com >>สมาคมตราสารหนี้ไทย ขานรับร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ดิจิทัล พร้อมผลักดันตลาดบอนด์ไทยสู่ “หุ้นกู้ไร้ใบ” เต็มสูบ หวังแก้วิกฤตใบกระดาษทำพิษตัดวงจรสภาพคล่องตลาดรอง ลดโลกร้อน พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ไฮเทค พัฒนาระบบประเมินมูลค่า Tokenized Product และจ่อคลอด “Bond AI”ไตรมาส 3 นี้ 

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกรณี ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ดิจิทัล หากและมีผลบังคับใช้ จะนำไปสู่การแปลงสภาพตราสารหนี้และใบหลักทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด หรือ หุ้นกู้ไร้ใบ (Scripless) ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดสายต้องยอมรับระบบหุ้นกู้ไร้ใบด้วย

จากปัจจุบันนักลงทุนในตลาดหุ้นกู้ไทยมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ ประมาณ 50% นิยมขอออกและเก็บรักษา “ใบหุ้นกู้” ในรูปแบบกระดาษเนื่องจากความเคยชิน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันธุรกรรมดิจิทัล

ยกตัวอย่างเช่น กรณีการซื้อขายหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นระบบดิจิทัล 100% ตั้งแต่ต้น แต่ที่ผ่านมากลับประสบปัญหาเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้นักลงทุนสามารถขอถอนออกมาเป็นใบกระดาษได้ และเมื่อถอนออกไปแล้วจะไม่สามารถนำกลับเข้ามาในระบบดิจิทัลเพื่อทำการซื้อขายได้อีก ส่งผลให้สูญเสียสภาพคล่องในการซื้อขายทันที ต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์บนแอปพลิเคชันเป๋าตังที่ไม่สามารถถอนเป็นใบได้ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ยอมรับได้และเริ่มมีความคุ้นชินแล้ว

“เป้าหมายหลักของการผลักดันกฎหมายนี้ คือการยกระดับสู่ระบบไร้ใบ (Scripless) และเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปตลอดทั้งสาย (End-to-End Digital) ตั้งแต่ขั้นตอนการออกเสนอขายจนถึงสิ้นสุดอายุตราสาร โดยไม่ควรมีการถอนออกมาเป็นใบกระดาษในภายหลังอีก”น.ส.อริยา กล่าว

น.ส.อริยา กล่าวว่า นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการยอมรับสถานะทางกฎหมายของหลักทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น การนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันค่าไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และต้องถอนเป็นใบกระดาษออกมา

กรณี สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหุ้นกู้ไร้ใบ จะช่วยส่งเสริมสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะช่วยตัดวงจรขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนในอดีตออกไป จากเดิมที่นักลงทุนต้องนำใบหุ้นกู้ไปหานายทะเบียนเพื่อทำการยืนยันตัวตน แล้วจึงส่งต่อไปยังศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เพื่อแปลงเป็นระบบ Scripless ก่อนจะนำมาซื้อขายได้ แต่หากเป็นระบบดิจิทัล ตราสารจะถูกจัดเก็บไว้ที่โบรกเกอร์หรือคัสโตเดียน ทำให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันที

ปัจจุบัน มูลค่าการซื้อขายในตลาดรองของตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อวัน ทว่าสัดส่วนกว่า 90% ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไท

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายตลาดรองของหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond) มีสัดส่วนเพียง 5,000 ถึง 6,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น รวมธุรกรรม OTC และแอปพลิเคชันเป๋าตังเข้าไว้ด้วยกันแล้ว

แม้มูลค่าการซื้อขายหุ้นกู้ภาคเอกชนในตลาดรองจะยังน้อยเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สัดส่วนหลายหมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ในแง่ของจำนวนธุรกรรม (Transaction) กลับพบการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มรายย่อยในแอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีความถี่ในการซื้อขายสูงแม้เม็ดเงินต่อครั้งจะต่ำ (เฉลี่ย 1,000-2,000 บาท ประกอบกับเริ่มเห็นบริษัทหลักทรัพย์ เข้ามามีบทบาทเป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ในตลาดรองหุ้นกู้มากขึ้น

“ไม่สามารถประเมินการเติบโตของตลาดรองเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่ชัดได้ เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนไทยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือนักลงทุนรุ่นเก่า ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องการถือครองตราสารหนี้ระยะยาวจนครบกำหนดเพื่อรับดอกเบี้ย (Buy-and-Hold) โดยไม่มีความต้องการที่จะซื้อขายหรือทำกำไรในตลาดรอง ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่นี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับและดึงดูดฐานนักลงทุนรุ่นใหม่ (New Generation) ในอนาคต”น.ส.อริยา กล่าว

น.ส.อริยา กล่าวว่า  เพื่อรองรับสินทรัพย์ยุคใหม่ (Next Generation Asset) สมาคมฯอยู่ระหว่างการร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่มีความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อ (Seamless) ซึ่งจะช่วยให้การส่งต่อข้อมูลจาก ก.ล.ต. มายัง ThaiBMA รวมถึงการรายงานข้อมูลของฝั่งผู้ออกหุ้นกู้ (Issuer) สามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตจะยกระดับสู่ระบบที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ทันที (Machine-readable) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

​นอกจากนี้ ในส่วนของการขยายผลิตภัณฑ์และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ เตรียมขยายกรอบการทำงานจากเดิมที่ครอบคลุมเพียงตราสารหนี้รูปแบบกระดาษ (Paper) ไปสู่ความพร้อมในการรองรับสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ ที่เกิดจากกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) หรือ Tokenized Product

เนื่องจากในอนาคตตราสารหนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกออกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลหรือโทเคน แม้จะไม่ได้ครอบคลุมไปถึงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ทุกประเภท แต่การออกตราสารหนี้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ยังคงมีสถานะเป็นตราสารหนี้

สมาคมฯ จึงต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์และบริการให้ครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทใหม่เหล่านี้ทั้งหมด

​ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังเตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ผู้ร่วมตลาด โดยอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาและคาดว่าจะสามารถเปิดตัว “Bond AI” ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้กับนักลงทุนและสื่อมวลชนในการสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากบนเว็บไซต์ ซึ่งเดิมทีอาจหาได้ยากหรือต้องเสียเวลาดาวน์โหลดไฟล์ Excel ออกมาคัดกรองข้อมูลและทำตารางสรุป (Pivot Table) ด้วยตนเอง โดยระบบ Bond AI ใหม่นี้จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยฟังก์ชันถาม-ตอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำภายใต้ขอบเขตที่กำหนดไว้