บล.บัวหลวงคาดรายได้ฟีแบงก์ปี’69 โต 5% ธุรกิจเวลท์หนุน-มองปี’70 หุ้น KKP-KTB เด่น

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง มองรายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์ปี 2569 โต 5% ปรับมุมมองกลุ่มธนาคารปี 2570 ชู KKP และ KTB เป็น Top Picks ปันผลเด่น มองวัฏจักร AI ปัจจุบันฐานะการเงินแกร่งกว่ายุค Dotcom ชี้ตลาดเปลี่ยนผ่านสู่การพิสูจน์รายได้ซอฟต์แวร์ แนะเจาะกลุ่มต้นน้ำ ด้านหุ้นไทย ได้แรงหนุนหุ้นโซนล่างสลับตัวประคองตลาด คาดงบ Q2/26 มีลุ้นเชิงบวกจากต้นทุนลดลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

บล.บัวหลวง มองกลุ่มแบงก์ ได้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเข้ามาหนุน จึงปรับมุมมองการลงทุนและ Roll over ราคาเป้าหมาย (Target Price) หุ้นกลุ่มธนาคารไปเป็นปลายปี 2570 (YE27) และเลือก KKP และ KTB เป็นหุ้นเด่น (Top Picks) ของกลุ่มฯ จากทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดี รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดี และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง

Loan growth (การเติบโตของสินเชื่อ) ประเมินว่าแนวโน้มการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า นำโดยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และทิศทางการลงทุน FDI ที่เข้ามามากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และหากมองไปในระยะกลางถึงยาว ประเมินว่าจะเห็นแนวโน้มการลงทุนจากกลุ่ม Data Center อีกราว 4 แสนล้านบาทในปี 2569-2572 นำโดย ByteDance (TikTok), Amazon, Google, Microsoft และ GULF ซึ่งจะช่วยหนุนให้แนวโน้มความต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น ประเมินว่าแนวโน้มสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะทยอยเติบโตได้ 1% YoY ในปี 2570-2571

Fee income (รายได้ค่าธรรมเนียม)กลุ่มธนาคารที่บัวหลวงศึกษาก็จะเน้นเติบโตรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีต่อเนื่องใน 2Q69ทั้งธุรกิจบริหารสินทรัพย์และตลาดทุน หนุนแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารปีนี้เติบโตได้ 5% YoY

NIM (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ)ประเมินว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะทำจุดต่ำสุดใน 2Q69 และทรงตัวได้ใน 2H69

Asset Quality / Credit cost (คุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ) ทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ก็น่าจะยังบริหารจัดการได้ และหลายธนาคารก็ได้ตั้งสำรองหนี้เพิ่มเติบเพื่อรองรับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ ทำให้ Loan-loss coverage ratio ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 205% ณ สิ้น 1Q69

Dividend (เงินปันผล) ประเมินว่าหลายธนาคารจะจ่ายปันผลระหว่างกาลมากกว่า 1.5% ในเดือน ก.ย. นำโดย TTB, KKP และ TISCO และจากการศึกษาข้อมูลในอดีตก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD สำหรับปันผลระหว่างกาลในช่วงปี 2023-2025 ของทีม Wealth Research พบว่าหุ้นกลุ่มธนาคารให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 3.8% ในเดือน ก.ค. และ 3.5% ในเดือน ส.ค.

แนวโน้มตลาดวันนี้ มองว่า หุ้นล่างสลับกันบวกช่วยพยุงตลาด แนวโน้มราคาหุ้นไทยรายตัวที่อยู่โซนล่างแข็งแกร่งกว่าตลาดรวม เช่น ที่บวกเด่นเมื่อวานและช่วงนี้มี MTC, SAWAD, CBG, BEM นอกจากนี้ ประเด็นที่นักลงทุนเริ่มเก็งกำไรดักความชัดเจน เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ที่กำลังจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 9 ก.ค. ก็ทำให้ราคาหุ้นที่เชื่อมโยงเล่นเด่นกว่าตลาด เช่น BGRIM, GPSC, GUNKUL, WHAUP

ด้วยทิศทางหุ้นไทยอย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจเผชิญความผันผวนตามทิศทางหุ้นเทคโลก และหุ้นที่มีความคาดหวังกำไรเติบโตสูงมักจะมีราคาที่สูง จึงลดความเสี่ยงด้วยการไม่ไล่ราคา ขณะเดียวกันฤดูประกาศผลการดำเนินงานจะเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความผันผวนราคาหุ้นที่อยู่สูง บนความคาดหวังที่สูงตาม (เรากลัวว่าคาดหวังสูงแล้วจะผิดหวัง)

ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่ราคาอยู่โซนล่าง คิดว่ายังไม่ได้สะท้อนหรือไม่ได้ใส่ความคาดหวังกำไรไตรมาส 2/26 เข้าไปมาก จึงมีโอกาสที่จะสร้างความประหลาดใจเชิงบวก (Upside Surprise) และเป็นกลุ่มที่น่าจับตา (เล่น) มากกว่า โดยตัวแปรด้านผลการดำเนินงานที่เล็งว่ามีลุ้นสร้างความประหลาดใจเชิงบวกในฝั่งรายได้และต้นทุนในการผลิต มาจากการควบคุมต้นทุนได้ดีเนื่องจากไม่ได้ตัวรุนแรง ขณะที่มาตรการรัฐเข้ามาอุดหนุนในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อมองไปข้างหน้า เช่น การลดค่าการตลาดน้ำมัน, การคงค่าไฟฟ้า, โครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่ง เป็นต้น

ดังนั้น จึงหันมาดักเล่นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการบริโภคในประเทศและค้าปลีกโดยตรง ซึ่ง 2 ส่วนนี้มีลุ้นงบไตรมาสนี้จะดีกว่าคาด ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคโซนล่างสำหรับรอบนี้ และแนะนำลดการเก็งกำไรหุ้นที่เล่นบนความคาดหวังกำไรสูง

ปัจจัยที่ต้องติดตามศาลฯ นัดวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน (รวม 4 แสนล้านบาท) วันที่ 9 ก.ค. นี้, ดีลสันติภาพตะวันออกกลาง, ข่าวกำแพงภาษีสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่อาจสร้างความกังวลระยะสั้น

หุ้นแนะนำวันนี้ CBG แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดี มีโอกาสเห็นกำไรดีกว่าคาดจากมาตรการไทยช่วยไทย ด้านกำไรไตรมาส 2/26 ตลาดคาดเติบโตติดลบ YoY แต่เทียบรายไตรมาส (QoQ) จะเห็นการขยายตัว ส่งสัญญาณงบผ่านจุดต่ำสุด แนวรับ 44 บาท แนวต้าน 50 บาท Stop loss 40 บาท

ด้าน AI Supercycle ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบปี 2000 สังเกตจากคุณภาพของกระแสเงินสดและงบดุลของบริษัทต่างๆ ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ความเสี่ยงด้าน Valuation (การประเมินมูลค่า) จะสูงขึ้น โดย Shiller PER, PBV และ EV/Sales อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในอดีต แต่ EV/CFO ยังคงต่ำกว่าช่วงฟองสบู่ Dotcom อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าระดับ Valuation ในปัจจุบันยังได้แรงหนุนจากกระแสเงินสดที่ดีกว่าในอดีต

ความแตกต่างสำคัญจากปี 2000 คือ งบลงทุนด้าน AI ของกลุ่มผู้นำในปัจจุบัน เช่น Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta โดยหลักมาจากกำไรของธุรกิจ ซึ่งต่างจากช่วงปี 1990s ที่พึ่งพาการกู้ยืมเป็นหลัก

คำถามหลักของตลาดในช่วงข้างหน้าคือ การพิสูจน์ว่าการลงทุนขนาดใหญ่ทางด้าน AI ในวันนี้ จะสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากซอฟต์แวร์ การรักษาอัตรากำไร การเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์จากการลงทุนแบบกระจายในกลุ่ม AI (Broad AI Beta) ไปเป็นการลงทุนในจุดคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน (Bottleneck Alpha) โดยเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Compute, Memory, Networking, Data Center, Power, Cooling system และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นๆ ที่มีภาพการเติบโตของรายได้ที่ชัดเจนและมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง