HoonSmart.com>>ก.ล.ต. เตรียมรื้อกฎหมายตลาดทุนครั้งใหญ่ เพิ่มดาบ ‘ระงับธุรกรรมต้องสงสัยทันทีนานสุด 60 วัน’ – คุมเข้ม “Short Sell -การตุนหุ้นค้ำประกัน”
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบให้มีความเข้มข้นมากขึ้น
การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในครั้งนี้ เพื่อกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบ ให้มีความรวดเร็วและมีความเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สำหรับหลักการที่เสนอปรับปรุง ได้แก่
(1) การกำหนดหน้าที่ของผู้ลงทุนในการขายหลักทรัพย์โดยที่ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครอง โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด เพื่อให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
(2) การกำหนดหน้าที่การรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การวางเป็นหลักประกันบัญชี Margin การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมโดยที่ยังไม่มีการโอนหุ้น การจำนำหุ้นที่จดแจ้งกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เป็นต้น
เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกำกับดูแลการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ และการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการได้อีกทางหนึ่ง
ตัวอย่างธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายต้องรายงาน เช่น
1. การวางเป็นหลักประกันบัญชีMargin
2. การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืม โดยยังไม่มีการโอนหุ้นและจะโอนหุ้นทันทีเมื่อผิดสัญญาหรือเข้าตามเงื่อนไขในสัญญา
3. การจำนำหุ้นที่จดแจ้งกับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (“TSD”)และการจำนำหลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(3) การกำหนดมาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมไว้ชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ไม่เกินหกสิบวันทำการ (preventive measure) กรณีธุรกรรมมีลักษณะอันอาจเป็นการเอาเปรียบหรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้ลงทุนหรือประโยชน์ของประชาชน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
(4) การถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนิติบุคคลให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และการมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการตรวจสอบแทน
(5) การแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องและการเปรียบเทียบปรับ
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1184 ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: legal@sec.or.th จนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 หรือสามารถเข้าไปให้ความคิดเห็นได้ที่ https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzQ1OERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
“ใครได้-ใครเสีย” และกระทบอย่างไรบ้าง มาดูกัน
1. ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบสูงสุด และต้องปรับตัวมากที่สุด จากการ
-หมดสิทธิ์ซ่อนหนี้/ซ่อนการจำนำหุ้นเดิมทีการแอบเอาหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อมาหมุนเงินส่วนตัว หรือใช้ leverage สูงๆ ทำคอร์เนอร์หุ้นสามารถทำได้เงียบๆ แต่กฎหมายใหม่บังคับให้รายงานข้อมูลนี้สู่สาธารณะทันที
-เสี่ยงดีลธุรกิจล่มเฉียบพลัน หาก บจ. กำลังจะทำธุรกรรมขนาดใหญ่ (เช่น การซื้อกิจการหรือแตกไลน์ธุรกิจ) แล้ว ก.ล.ต. ได้กลิ่นไม่ดีและใช้มาตรการ Fast Freeze (สั่งเบรก 60 วันทำการ) ดีลนั้นอาจล่มหรือเสียโอกาสทางธุรกิจทันที แม้ภายหลังจะสอบสวนแล้วว่าโปร่งใสก็ตาม
-ความยืดหยุ่นทางการเงินลดลง จะใช้หุ้นเป็นหลักประกันได้ยากขึ้นและถูกจับตามองจากสายตาทุกคู่ในตลาด
2. นักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) กลุ่มนี้ได้ประโยชน์สูงสุดในแง่ความปลอดภัย จากการ
-มีเกราะป้องกันระเบิดเวลา รายย่อยจะมีข้อมูลเท่าเทียมกับสถาบัน รู้ล่วงหน้าว่าหุ้นตัวไหนมีสัดส่วนการวาง Margin สูง ทำให้หลีกเลี่ยงหรือไหวตัวทันก่อนเกิดวิกฤตหุ้นดิ่งเหวจากการถูกบังคับขาย (Forced Sell)
-ลดโอกาสติดดอยยาวจากเคสทุจริต มาตรการ Fast Freeze จะช่วย “แช่แข็ง” เงินหรือสินทรัพย์ต้องสงสัยไว้ได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้คนโกงไซฟอน (Siphon) เงินออกนอกประเทศจนบริษัทเหลือแต่เปลือกเหมือนในอดีต
-ตลาดมีความเป็นธรรมมากขึ้น การจัดระเบียบ Short Sell และบีบให้ทุนต่างชาติเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง จะช่วยลดความรู้สึกเสียเปรียบของรายย่อยในแง่ของเครื่องมือและข้อมูล
3. โบรกเกอร์ และสถาบันการเงิน (Securities Firms & Custodians)กลุ่มนี้กระทบหนักในแง่ภาระงาน (Compliance) และรายได้บางส่วน จาก
-ภาระการทำรายงานเพิ่มขึ้นมหาศาล โบรกเกอร์และผู้ดูแลผลประโยชน์ (Custodian) ทั้งในและต่างประเทศ มีหน้าที่ทางกฎหมายที่ต้องสืบหาและรายงานข้อมูล “ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง” (Beneficial Owner) รวมถึงการส่งข้อมูลภาระผูกพันอย่างละเอียด
-รายได้จากค่าธรรมเนียมบางประเภทลดลง มาตรการคุมเข้ม Short Sell และการจำกัดวงเงินบัญชี Margin อาจทำให้ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในส่วนนี้ลดลง ซึ่งกระทบต่อรายได้ค่านายหน้า (Commission) ของโบรกเกอร์โดยตรง
-ความเสี่ยงในการปล่อยกู้ลดลง ในอีกมุมหนึ่ง การที่ระบบโปร่งใสขึ้นก็ช่วยให้โบรกเกอร์ประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ Margin ให้กับลูกค้าได้แม่นยำขึ้นด้วย
4. นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติ (Institutional Investors) มีความก้ำกึ่งระหว่างผลดีกับผลเสีย เพราะ
-ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว (บวก) กองทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องบรรษัทภิบาล (CG) และการบังคับใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ การที่ ก.ล.ต. มีดาบที่คมขึ้นจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาว (Foreign Direct Investment/Portfolio Investment) กลับเข้าประเทศ
-แต่ติดขัดเรื่องความเป็นส่วนตัวและความคล่องตัว (ลบ) กองทุนต่างชาติบางประเภท (เช่น Hedge Funds) ที่เน้นกลยุทธ์ Short Sell หรือใช้โครงสร้างนอมินีที่ซับซ้อนเพื่อปกปิดกลยุทธ์การลงทุน จะทำมาหากินในตลาดหุ้นไทยได้ยากขึ้น และอาจมองว่ากฎหมายนี้ “ล้ำเส้น” ความเป็นส่วนตัวของลูกค้าข้ามชาติเกินไป
ในระยะสั้น ตลาดอาจมีอาการ “สะดุด” หรือซึมลงบ้างจากการที่ผู้บริหารทยอยเคลียร์บัญชี Margin และต่างชาติปรับพอร์ตรับเกณฑ์ใหม่ แต่ในระยะยาว นี่คือ “ยาขม”ที่จำเป็นต้องกินเพื่อล้างระบบทุจริตและสร้างความยั่งยืนให้ตลาดหุ้นไทย
