HoonSmart.com>>’ปูนซิเมนต์ไทย'(SCC) คว้าโอกาสโตแรงทันทีและยั่งยืนจากวิกฤต เร่งกลยุทธ์ เร่งด่วน-แผน 2 ปี-ระยะยาว เปิดทางจีนร่วมลงทุนในทุกธุรกิจ ต่อยอดอาเซียนโตแกร่ง มองหาโอกาสใหม่ ๆ พลังงานสะอาด มอง SMR รับมือโลกผันผวนที่รุนแรงขึ้น อุตสาหกรรมก้าวสู่กติกาแข่งขันใหม่ ส่วนเงินขายหุ้น CAP 25,000 ล้านบาท จัดสรรลุยลงทุนโรงงาน LSP ใช้อีเทน เสร็จเร็วกว่าแผน คืนหนี้ 8,000 ล้านบาท ลดดอกเบี้ยที่จ่าย 3.3% ยันปีนี้อีบิทด้ามากกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC ) จัด Exclusive Interview “SCG CEO Dialogue : ธุรกิจแข็งแกร่ง ในโลกผันผวน” โดย นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ฉายภาพโลกที่ไม่เหมือนเดิมและอุตสาหกรรมอาเซียนในช่วง 3 ปีข้างหน้ากำลังก้าวสู่ “กติกาการแข่งขันใหม่” เผชิญความท้าทายสำคัญจากความผันผวนสูงของราคาพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่ในประเทศจีน ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก เศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอย อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง การขาดแคลนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขัน จึงต้องเร่งปรับตัว หากไม่ทำอะไรอาจจะล้มลง เห็นตัวอย่างจากในยุโรปอุตสาหกรรมกำลังหายไป เพราะเจอสินค้าจากจีน ส่วนฟิลิปปินส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีหายไป ส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
“ปัญหาหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จะต้องวิเคราะห์ว่าส่งผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ แต่ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาส น่าจับตามองการเติบโตของอาเซียน จีน อินเดีย และแอฟริกา วันนี้กติกาการแข่งขันกำลังถูกเขียนใหม่ ความผันผวนไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นบริบทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ผู้เล่นที่มีความได้เปรียบจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่และต้นทุนต่ำอย่างจีนกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอาเซียน หากองค์กรใดสามารถปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และสร้างขีดความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น การรวมกลุ่มประเทศเพื่อสร้างฐานผลิตระดับภูมิภาค การใช้ Robotics & AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการผลิตต้นทุนต่ำควบคู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ องค์กรนั้นจะสามารถเติบโตได้ในระยะยาว”นายธรรมศักดิ์กล่าว
คุยนักลงทุนจีนหลายรายชวนเข้ามาร่วมลงทุน
SCC มองว่า หนึ่งในโอกาสสำคัญของโลกยุคใหม่อยู่ที่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก จากศักยภาพด้านจำนวนประชากร มูลค่าการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ล่าสุดตามรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดขยายตัวเฉลี่ยที่ระดับ 4.7% โดยแต่ละประเทศในอาเซียนล้วนแต่มีจุดแข็งที่แตกต่างแต่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งนวัตกรรม ฐานการผลิตและส่งออกที่ได้เปรียบด้านต้นทุน กฎหมาย รวมทั้งแรงงานที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ จีนยังเป็นอีกประเทศเศรษฐกิจสำคัญซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ที่เล็งเห็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อเติบโตร่วมกันด้วย
“เราจะต้องออกแบบธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำและโตยั่งยืนด้วย อย่าไปกลัวจีน จีนบุกก็มีโอกาส ตอนนี้เป็นจังหวะเหมาะที่ธุรกิจจีนต้องการออกมานอกประเทศในช่วง 3 ปีนี้ เล็งเห็นโอกาสเติบโตจากภูมิภาคอาเซียน ที่มีทั้งอุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมเก่า ได้ให้โจทย์แก่ผู้บริหารทุกธุรกิจของ SCC ในการหาเอกชนจีนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งยอมรับว่ามีการคุยอยู่หลายราย แต่ยังไม่รู้ว่าดีลไหนจะเกิดขึ้นก่อน หากสำเร็จจะ WIN WIN เพิ่มรายได้จากที่มีสัดส่วน 2% เป็น 10% สร้างมูลค่าเพิ่ม เหมือนที่เคยร่วมทุนกับญี่ปุ่นในอดีต เราเป็นกลาง เปิดรับเพื่อนใหม่ ซึ่งนอกจากขายสินค้าในจีน อาเซียนแล้ว ยังขายที่อัฟริกา และยุโรปได้ด้วย ”
ขณะนี้ ปูนคาร์บอนต่ำ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ก็มีการขยายไปลงทุนที่เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพื่อส่งออกไปทั่วโลก

กลยุทธ์ระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาว หัวใจเสริมแกร่ง คว้าโอกาสโตแรงทันท่วงที
SCC ให้ความสำคัญกับการเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งในหลายมิติ ทั้งในระยะเร่งด่วน (ทำทันที) ด้วยการบริหารความเสี่ยงพลังงานและวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการรักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มี Adjusted Cash EBITDA ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ระยะกลาง (2569-2570) เน้นการเชื่อมโยงศักยภาพการดำเนินงานระดับภูมิภาค (ASEAN Scale) ผ่านการประยุกต์ใช้ Robotics & AI และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) และ SCGC เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับภูมิภาค การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งสินค้ารักษ์โลก (Green Products) สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products – SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-Value Added Products – HVA)
ในระยะยาว (3-5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป) SCC มุ่งเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจแห่งอนาคต การลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น SMR หรือ Small Modular Reactor คือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หากเกิดปัญหาจะไม่กระจาย แต่ยอมรับว่าจะต้องใช้เวลาในการให้ความรู้นานหลายปีกว่าจะเป็นที่ยอมรับได้ ปัจจุบันมีอยู่ในบอสตัน สหรัฐฯมา 50 ปีแล้ว
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth”
เทคโนโลยีพร้อม คนพร้อม ตัวแปรสำคัญของการพลิกโฉมธุรกิจทั่วทั้งองค์กร
SCC มองว่า เทคโนโลยีอย่าง Robotics & AI เป็นตัวแปรสำคัญที่มาเปลี่ยนทุกกระบวนการทางธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การตลาด การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนา อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ธุรกิจ แต่คือคนที่ใช้เทคโนโลยีด้วย
“Robotics & AI เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือคนในองค์กรที่พร้อมเรียนรู้ กล้าคิด กล้าทำ ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนได้พัฒนาศักยภาพให้พร้อมรับทุกความท้าทาย ซึ่งเอสซีจีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงมอบโอกาสหลากหลายให้พนักงานปัจจุบันและพนักงานกลุ่มเป้าหมายในอนาคต เช่น การเรียนรู้และใช้งาน AI ตลอดจนทักษะความรู้เพื่อพร้อมรับการเติบโตของธุรกิจร่วมกับจีนและอาเซียน” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
ส่วนการขายหุ้น PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) จำนวน 14.86% มูลค่าประมาณ 24,900 ล้านบาท คงเหลือ 15.71% นั้น เกิดกำไรจะต้องจ่ายภาษี และนำเงินไปลงทุนในโครงการหลักปรับกลยุทธ์ให้โรงงาน LSP (Long Son Petrochemicals) ในเวียดนามใช้อีเทนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนที่ตั้งแต่ในปลายปี 2571 นอกจากนี้ยังมีเงินเหลือประมาณ 8,000 ล้านบาท นำไปคืนหนี้ ลดต้นทุนทางการเงินที่จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.3%ต่อปี ระหว่างที่รอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ถึงจะตัดสินใจนำเงินไปลงทุนใหม่ ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2569 มั่นใจว่าจะมีอีบิทดามากกว่าปีก่อนที่ 55,000 ล้านบาท
กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศและภูมิภาคให้เติบโตไปด้วยกัน
“การสร้างความสามารถการแข่งขันในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทำให้องค์กรของเราแข็งแกร่งขึ้น แต่คือการร่วมสร้างระบบอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้ภูมิภาคของเราพร้อมเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกที่ผันผวน”
