HoonSmart.com >>บล.บัวหลวง ปักธงรายได้ DR 15% รับทุนรุ่นใหม่เมินหุ้นไทย ใช้ ‘DR’ ปลดล็อกประตูสู่สินทรัพย์โลก มูลค่าตลาดรวมพุ่ง 6.6 หมื่นล้านบาท ‘วอลล์สตรีท’ ยึดเบอร์หนึ่งกระดานหุ้นไทย เบียด‘เวียดนาม-จีน’ ตกบัลลังก์ ออก DR ใหม่ GOLDM01″เข้าตลาด 25 มิ.ย.นี้ จ่อขาย DR อิงหุ้น SpaceX ออกพอร์ตสำเร็จรูปรองรับบิ๊กล็อตลูกค้ารายใหญ่ ส่วนหุ้นไทยครึ่งปีหลังให้แนวต้าน 1,630-1,650 จุด แนะเก็บหุ้นแบงก์ปันผลสูง กลุ่มเทคฯหลังปรับฐาน เฮลท์แคร์ นิคมอุสาหกรรม เลี่ยงกลุ่มอสังหาฯ ไฟแนนซ์เล็ก
นายพิเชษฐ์ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง (BLS) กล่าวว่า จากการที่เด็กรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีในปัจจุบัน แทบไม่มีความผูกพันหรือสนใจที่จะเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นไทยเลย เนื่องจากพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นนี้เติบโตมาพร้อมกับตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
นักลงทุนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ตลาดขาลงอย่างรุนแรง และในที่สุดแล้วเมื่อถึงจุดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับฐาน หรือหุ้นไทยสามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนที่จูงใจได้ เม็ดเงินก็จะไหลกลับมาตามธรรมชาติของโลกการลงทุน
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของโบรกเกอร์รายใดรายหนึ่ง แต่เป็นภารกิจระดับภาพใหญ่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อหาวิธีทำให้สิ่งแวดล้อมของตลาดหุ้นไทยกลับมาดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่อีกครั้ง
บริษัทฯ จึงได้ออก DR (Depositary Receipt) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกให้นรุ่นใหม่ และคนที่สนใจหาผลติบแทนจากหุ้นที่ไม่มีในตลาดหั้นไทย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก DR ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 10-15% ของรายได้รวม แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน้อยก็ตาม
โดยเครื่องมือที่ช่วยให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ ไม่ต้องโอนเงินไปต่างประเทศ และไม่มีความกังวลเรื่องภาษี ที่สำคัญมันไม่ใช่ Warrant จึงไม่มีการเสื่อมค่าของเวลา
สำหรับภาพรวมตลาด DR ในไทยนั้น มี 408 รุ่นจากผู้ออก 9 ราย และคาดว่าสิ้นปีจะมีทั้งหมด 500 รุ่น โดยครึ่งปีแรกมีการซื้อขายราว 155,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้ยปีนี้โอกาสที่จะแตะระดับ 336,000 ล้านบาทได้ในปีนี้ โดยปัจจุบันมูลค่าการซื้อขาย DR เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของมูลค่าซื้อขายรวมทั้งตลาด ซึ่งบริษัทมองว่าตลาด DR ของไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก และน่าจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5% ได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเติบโตได้ดีกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่ยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก
โดยมองว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นักลงทุนไทยกำลังทิ้งตลาดเกิดใหม่ที่ขาดแคลนนวัตกรรม เพื่อมุ่งหน้าสู่เอกสิทธิ์แห่งผลตอบแทนในตลาดพัฒนาแล้ว
จะเห็นได้จากปี 2569 สัดส่วน AUM ของ DR ทั้งตลาด 60,000 ล้านบาท กว่า 46% หรือ ราว 30,000 ล้านบาท ลงทุนใน DR อ้างอิงกับหุ้นสหรัฐฯ และจากปริมาณการหมุนเวียนเงินลงทุนทุกๆ 100 บาทที่มีการซื้อขาย DR บนกระดานหุ้นไทยปัจจุบัน 60 บาทตกเป็นของหุ้นสหรัฐฯ ไปแล้วโดยปริยาย โดยบล.บัวหลวง มีส่วนแบ่งการตลาด DR อันดับ 1
เงินลงทุน ต่างจากยุคเริ่มต้น ปี 2561-2566 เม็ดเงินลงทุน DR กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม จากแรงหนุนของคลื่นเศรษฐกิจขาขึ้น ก่อนที่จะเริ่มขยายตัวเข้าสู่กลุ่ม เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ของจีน
วันนี้ หุ้นรายตัวในกลุ่มบิ๊กเนมอย่าง Magnificent Seven และผู้ผลิตชิประดับโลกกลายเป็น “Winning Product” โดย DR ที่เป็นตัวชูโรงของหลักทรัพย์บัวหลวง คือ MICRON01 อิงหุ้น Micron Technology ผู้ผลิตหน่วยความจำระดับโลก ที่ออกเมื่อเดือน ม.ค. 2569 สร้างผลตอบแทนพุ่งทะยานกว่า 250% นับตั้งแต่เปิดตัว จากอานิสงส์ความต้องการชิปความจำขั้นสูงในยุคเอไอบูม ส่งผลให้กลายเป็น DR ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในกระดานหุ้นไทยด้วยมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีหุ้นเด่นตัวอื่น ๆ ในพอร์ต เช่น Microsoft, Intel และ CATL ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV อันดับหนึ่งของโลก
เร็วๆ นี้ จะมีการออก DR ลงทุนในธุรกิจอวกาศ อิงหุ้น SpaceX ที่ยื่นขอทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
ส่วนในวันที่ 25 มิ.ย.2569 นี้เตรียมเปิดซื้อขาย “GOLDM01” DR ที่อิงกับราคาทองคำในตลาดสหรัฐฯ โดยชูจุดเด่นด้านต้นทุนการถือครองที่ต่ำที่สุดในตลาดด้วยค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการเพียง 0.1% ต่อปี เปรียบเทียบกับ DR ทองคำส่วนใหญ่ในตลาดที่อิงกับ GLD ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 0.4% ต่อปี
ปรัชญาการออก DR ของบริษัทฯไม่ใช่การเน้นปริมาณ แต่เน้นการคัดสรร “Winning Product” หรือหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนชนะตลาดในระยะยาว โดยจะมุ่งไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่หาไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย เช่น Semiconductor, EV, Cloud Computing และ AI
ปัจจุบันธุรกิจการออก DR อยู่ในเฟส 2 คือการออก DR อิงหุ้นรายตัว ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ Exposure ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแบบเฉพาะเจาะจง เช่น เทคโนโลยี AI ระดับลึก หรือธุรกิจนวัตกรรมอวกาศ ส่วนเฟสแรก ออก DR อิงดัชนีโลก
เฟส 3 จะเป็น DR ที่เป็นพอร์ตสำเร็จรูป เพื่อแก้ปัญหาให้นักลงทุนที่ลงทันแล้วไม่รู้จะขายหุ้นช่วงไหน เป็น Pain Point ที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนไทยและทั่วโลก คือ “ซื้อแล้วไม่มีใครพาออก” หรือไม่มีเวลาติดตามตลาดเพื่อปรับพอร์ตอย่างใกล้ชิด
บัวหลวงจะทำหน้าที่เป็น Game Changer ของอุตสาหกรรม ด้วยการยกระดับสู่บริการ Service on Top ในรูปแบบ Model Portfolio และระบบลงทุนอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานคล้ายกับเป็น มินิกองทุนส่วนบุคคล จุดเด่นคือ การดึงเอาศักยภาพของทีมวิจัย ของบัวหลวงที่มีประสบการณ์ทำ Asset Allocation มายาวนานเกือบ 20 ปี ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการลงทุนอัตโนมัติ ช่วยให้ “คนตัวเล็ก” ที่มีเงินทุนเพียง 100 บาท หรือ 1,000 บาท สามารถวางเงินก้อนเดียวแล้วปล่อยให้ระบบกระจายการลงทุนไปทั่วโลก รวมถึงทำหน้าที่รีบาลานซ์พอร์ต ให้อย่างเหมาะสมตามสภาวะตลาดโลก

ปัจจุบัน มีพอร์ต DR สำเร็จรูปสำหรับลูกค้าเวลท์ ชื่อ “DR Global Index” อ้างอิงดัชนีหุ้นชั้นนำในต่างประเทศมีนักวิเคราะห์ปรับพอร์ตให้สม่ำเสมอไม่ต้องกลัวไม่ต้องกังวลภาษีการลงทุนต่างประเทศโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 มีโปรโมชั่น เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำเพียง 5 แสนบาทจาก 1 ล้านบาท ได้รับการตอบร้บจากกลั่มเวลท์ดีมาก มีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารแล้ว 420 ล้านบาทและภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะถึง 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อรองรับนักลงทุน DR กลุ่มเวลท์ ที่ทีการเทรดแบบ”ไม้หนัก” เนื่องจาก DR บนกระดานหุ้นไทยใช้กฎเกณฑ์เดียวกับหุ้นแม่ ส่งผลให้ปัจจุบันเริ่มมี Flow ซื้อขายล็อตใหญ่หรือ Big Lot ขนาดขั้นต่ำ 1 ล้านหุ้น หรือ 3 ล้านบาท เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะลูกค้าเหนื่อยกับการไล่เก็บ DR ทีละแสนหุ้นในกระดานปกติ แต่เลือกส่งคำสั่งซื้อบิ๊กล็อตตรงระดับ 10 ล้านหุ้น ระบบของบัวหลวงก็รองรับการทำบิ๊กล็อตขนาดใหญ่แบบกึ่งอัตโนมัติได้
นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้หลักยังมาจากธุรกิจค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ จ แม้จะซบเซาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตามตลาดหุ้นที่ซบเซา ทำให้โบรกเกอร์หลายแห่งขาดทุน แต่ปี 2569 มูลค่าการซื้อขายประคองตัวได้ดีในระดับ 60,000 ล้านบาทต่อวัน ทำให้น่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของรายได้และมีกำไรได้ในครึ่งปีแรก
แต่ยังต้องจับตาดูทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังอย่างใกล้ชิดเนื่องจากตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง
ด้าน ธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) ในส่วนของการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) นั้น ยังคงชะลอตัวเนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงรอดูจังหวะตลาด ส่งผลให้ธรรมชาติของธุรกิจในช่วงนี้ปรับเปลี่ยนทิศทางไปสู่ดีลการควบรวมและซื้อขายกิจการ (M&A) แทน ซึ่งปัจจุบันมีดีล M&A อยู่ในมือหลายรายที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยถือเป็นแนวโน้มปกติของวงจรธุรกิจในรอบ 30 ปี ที่เมื่อใดก็ตามที่การระดมทุนผ่าน IPO ทำได้ยาก ธุรกิจต่างๆ ก็จะหันมาเลือกใช้วิธีการควบรวมหรือซื้อขายกิจการเพื่อสร้างการเติบโตแทน
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงอยู่ในระดับที่ “ปลอดภัย” แต่มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สภาวะปรับฐานในช่วงระยะสั้น
กลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเน้นความรัดกุม โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนลดความเสี่ยงด้วยการเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดไว้ประมาณ 20-25% เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการกลับเข้าซื้อรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ตลาด “สะเด็ดน้ำ” เรียบร้อยแล้ว
ในช่วงนี้ มีการขายทำกำไรและปรับพอร์ต หลังจากสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงและโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้งในอนาคต กำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ส่งผลให้สถาบันรายใหญ่เริ่มทยอยลดความเสี่ยงด้วยการขายทำกำไร โดยเฉพาะก่อนการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
ทั้งนี้ ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้จะอยู่ในกรอบ 1,630 – 1,650 จุด ซึ่งถือเป็นระดับมูลค่าที่เหมาะสม อัตราการเติบโตของกำไร (Earning Growth) เฉลี่ยเพียง 12% และสอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยขับเคลื่อน หรือตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดคือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มลดต่ำลง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าเกษตรและอาหารสัตว์ให้ปรับตัวสูงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยลบต่อภาวะเงินเฟ้อที่ต้องเฝ้าระวัง
สำหรับ การลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง แนะนำ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ให้เป็นหุ้นแกนหลักของพอร์ต แม้แนวโน้มกำไรของสถาบันการเงินจะไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่มีจุดเด่นสำคัญที่ อัตราการจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend Yield) ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงได้ดี
กลุ่มเทคโนโลยีในไทยหลังปรับฐาน โดยหุ้นบิ๊กเนมอย่าง DELTA ที่ราคาเคยพุ่งขึ้นไปแรงก่อนหน้านี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับฐานเสร็จสิ้น ราคาจะเริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่ดึงดูดใจและน่าเข้าสะสมอีกครั้ง
กลุ่มการบริโภคในประเทศ กลุ่มร้านสะดวกซื้อและค้าส่ง มีลุ้นฟื้นตัวได้ดีขึ้น หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐเริ่มสัมฤทธิ์ผลและช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบ
กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) แนะนำรอจังหวะสวนซื้อ เป็นกลุ่ม tactical ที่น่าสนใจมากหากสงครามในตะวันออกกลางสิ้นสุดลง เนื่องจากกลุ่มโรงพยาบาลที่เคยสูญเสียรายได้จากคนไข้ชาวต่างชาติ Middle East จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางกลับเข้ามาเติมเต็มตัวเลขอัตราครองเตียงอีกครั้งภายใน 2-3 เดือนหลังความขัดแย้งจบลง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวัฏจักรการเติบโตระยะยาวไปจนถึงปี 2573–2575 ได้แก่ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการย้ายฐานทุน
กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และ AI ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center แม้ว่าจะต้องรอความชัดเจนของทิศทางหลังจบ
รวมถึง กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยวหากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย
ส่วนกลุ่มที่ควรลดน้ำหนักการลงทุน ได้แก่
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เพราะยังคงอยู่ในสภาวะนิ่งและเหนื่อยล้า เนื่องจากสินค้าที่สร้างเสร็จพร้อมขายที่สะสมมาหลายปี ยังคงเปราะบางจากกำลังซื้อที่ลดลง
กลุ่มการเงิน และ ค้าปลีกขนาดเล็ก เพราะยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ต้องระมัดระวัง โดยนักลงทุนจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบและโฟกัสที่ “คุณภาพหนี้” เป็นรายบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่อาจปะทุขึ้นในครึ่งปีหลัง
