ตามคาด! กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.3%

HoonSmart.com>> กนง. มติเอกฉันท์ 7-0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ตามตลาดคาด มองเศรษฐกิจไทยแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เติบโต 2.3% จากเดิมคาดไว้ 1.5% รับแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากส่งออก-การลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี-AI สถานการณ์ตะวันออกกลางแนวโน้มดีขี้น เกาะติดความเสี่ยงเงินเฟ้อ ด้านโบรกฯ มองบวกกลุ่มแบงก์ แรงหนุนหุ้นกลุ่มประกัน

นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิ.ย.2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7-0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5% ส่วนปี 2570 อยู่ที่ 1.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฎจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น

ทั้งนี้ ผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs ปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม เฉลี่ยที่ 2.8% และ 1.4% ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% และ 1.4% ตามลำดับ

ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) มอง การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้างต้นและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสิ้นสุดทางลงแล้ว ส่งผลให้เรามองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลตอบแทนสินเชื่อทรงตัว ในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจะปรับลดลงได้อีกตามเงินฝากประจำที่จะทยอยปรับลดต้นทุนลง ส่วนธนาคารขนาดกลางและเล็กมีแนวโน้มได้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน แต่อาจไม่โดดเด่นเท่าธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากธนาคารขนาดกลางและเล็กจะได้ประโยชน์ในบริบทของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า

พร้อมกันนี้ การคงดอกเบี้ยยังมองเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มประกัน ตามอัตราผลตอบแทนของพันธ์บัตรที่จะไม่ถูกกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สำหรับหุ้นในกลุ่มการบริโภคและการลงทุน เรามองเป็นกลาง เนื่องจากแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มไม่ปรับลดลง หากแต่ระดับปัจจุบันนับว่าต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.75%

หุ้นเด่นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่: BBL, KBANK, KTB และ SCB

กลุ่มธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก: KKP, TISCO และ TTB

กลุ่มประกัน: BLA และ TLI

บล.กรุงศรี (KSS) มองจิตวิทยาบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร แนะนำ KTB, KBANK

———————————————————————————————————————————————————–