เอเซีย พลัส ชู AMATA-BLA-GULF หลบภัยเงินเฟ้อ-เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย

HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส  เตือนภัย “เอลนีโญ” ดันเงินเฟ้อ-FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย ทุบหุ้นเทคฯ ร่วงหนัก ชูกลยุทธ์ “ตั้งรับ ติดโล่” หลีกเลี่ยงหุ้นแพง-ผันผวนสูง แนะสอย 3 กลุ่มเด่น ชู AMATA-BLA-GULF นำทีมหลบภัย

บล. เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวลดลงราว -3.3% หลังจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตชั่วคราว 60 วัน (จนถึงวันที่ 21 ส.ค. 2026) ให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันในตลาดโลกได้โดยไม่ถูกคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่จากทิศทางเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการก่อตัวของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) โดยศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศสหรัฐฯ ประเมินว่ามีโอกาสถึง 63% ที่จะพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภายในปี 2027 ซึ่งจะส่งผลให้โลกร้อนจัดและเกิดภัยแล้ง ดันให้ต้นทุนพลังงานและราคาอาหารแพงขึ้น กระทบต่อปัญหาเงินเฟ้อให้ทรงตัวระดับสูงและกดดันให้ดอกเบี้ยยืนสูงยาวนาน

FED ส่อตึงตัวดันยีลด์พุ่ง – หุ้น SPCX และ Hyperscale ร่วงหนัก ทิศทางเงินเฟ้อที่ยังน่ากังวลทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มจะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น โดยสำนักวิจัย Bank of America (BofA) เตือนว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ และอาจไม่ลดดอกเบี้ยไปอีก 2 ปี ปัจจัยนี้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) 2 ปีของสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดในรอบปี และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 48 bps. รวมทั้งหนุนให้ Dollar Index แข็งค่าทดสอบระดับ 101 จุด ผลจากความกังวลดอกเบี้ยขาขึ้นได้เข้ามากดดันสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth/Beta) อย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Hyperscale (เช่น MSFT -3%, AMZN -5%, GOOGL -5%) ที่ถูกเทขายจากความกังวลว่าการทุ่มเม็ดเงินลงทุนใน AI อาจเข้าข่าย “Overinvestment” นอกจากนี้ หุ้นดาวรุ่งอย่าง SPCX ยังร่วงแรงถึง -16% (ดิ่งลง -31% จากจุดสูงสุด) จนมูลค่าตลาดลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่ที่อันดับ 7 ของโลก

ส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันฟันด์โฟลว์ – ลุ้น “THAILAND FAST PASS” อัดฉีด 3.5 แสนล้าน สำหรับปัจจัยในประเทศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทยยังคงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00%

ซึ่งการที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จะทำให้ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างสองประเทศกว้างขึ้น กดดันให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และตลาดไทย และส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังจะได้รับแรงหนุนสำคัญจากการที่รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “THAILAND FAST PASS” ในวันนี้ เพื่อปลดล็อกข้อกฎหมาย ลดขั้นตอน และเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ โดยตั้งเป้าให้มีเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งปัจจุบันมี 25 โครงการมูลค่ากว่า 2.23 แสนล้านบาทเข้าระบบแล้ว

นโยบายนี้จะช่วยพยุง GDP ไทยให้เติบโตสวนกระแสดอกเบี้ยขาขึ้น โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์คือ นิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), รับเหมาก่อสร้าง (STECON, CK) และไฟฟ้า-สาธารณูปโภค (GULF, GPSC, GUNKUL, WHAUP)

กลยุทธ์การลงทุน: “ตั้งรับ ติดโล่” ชู AMATA-BLA-GULF บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ “ตั้งรับ ติดโล่ ป้องกันนโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น” โดยให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่ราคาแพงและมีความผันผวนสูง และสลับมาลงทุนใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

1.หุ้น HIGH YIELD (ปันผลสูง ทนทาน): KTB, BBL, BLA

2.หุ้น DEFENSIVE (ปลอดภัย): BH, BDMS, GULF, ADVANC, TRUE

3.หุ้นเก็งกำไรรับกระแสเอลนีโญ: KSL, KTIS, EASTW, TTW, IVL, PTTEP

โดยกำหนดให้หุ้น AMATA, BLA และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำหุ้นที่ได้อานิสงส์หลังประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่ง Executive Orders 2 ฉบับ เพื่อเร่งพัฒนา “เทคโนโลยีควอนตัม” ภายในปี 2028-2031 แนะนำเก็งกำไรใน DR: IONQ03 และ RGTI03 นอกจากนี้ แนะนำกลุ่มเครื่องสำอางที่ทำยอดขายพุ่งแรงในช่วงเทศกาล 618 Festival ในจีน ได้แก่ แบรนด์จีน MAO GEPING (+91% YoY) และแบรนด์ต่างชาติ ESTEE LAUDER (+75% YoY) แนะนำลงทุนผ่าน DR: MAOGEP80 และ ESTEE80 สำหรับหุ้น Global Gem ประจำวันแนะนำ MICRON80 และ ABBV19)