HoonSmart.com>> บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ลุ้นมูลค่า AUM สิ้นปีนี้โตแตะ 1 ล้านล้านบาท ได้อานิงส์ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ผนึกแบงก์กรุงเทพ-ออกกองทุนใหม่ดึงเม็ดเงินไหลเข้าลงทุน พร้อมชู 7 ธีมเด่นเน้นกระจายการลงทุนทั่วโลก ส่วน “หุ้นไทย” ครึ่งปีหลัง มอง Upside เริ่มจำกัด เป้าปีนี้ 1,580-1,600 จุด นักลงทุนหมุนกลุ่มเล่น ชูแบงก์ รับเหมาฯ ท่องเที่ยว พาณิชย์ นิคม ไฟฟ้าเด่น

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง หรือ BBLAM เปิดเผยว่า ปัจจุบัน BBLAM มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9.98 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อันดับ 4 หลังรวมกิจการกับบลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) แล้ว การเติบโตของ AUM ยังได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นต่างประเทศและหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดหวังสิ้นปี 2569 นี้ AUM จะแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทได้ โดยมีการผสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ (BBL) รวมถึงการออกกองทุนใหม่ๆ คาดจะเปิดตัวได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อดึงเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
ด้านนายอิสระ อรดีลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศทาง ธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ มองตลาดหุ้นทั่วโลกยังปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ โดยยังมองธีม AI เติบโตต่อได้แนวโน้มการใช้ AI ในภาคธุรกิจ เซมิคอนดัคเตอร์ยังขาดตลาด ในขณะที่การส่งออกและการผลิตยังโต หนุนการลงทุนต่อได้ แต่ต้องเลือก (Selective) และระมัดระวัง โดยแนะนำ 7 ธีมลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงได้แก่
1.US Earnings Upcycle and Industrial Recovery : ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลก และกระแส US Reshoring ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตในระยะต่อไป
2.China Smart Manufacturing and Automation : หุ้นเทคจีนยังเติบโต High-end Manyfacturing, Automation และ Robotics ได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานและนโยบายสนับสนุนการผลิตขั้นสูงของจีน
3.Balancing Portfolio With Global Bonds & Gold : ตราสารหนี้ยังน่าสนใจจากระดับ Carry Yield ที่สูง ขณะที่ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพพอร์ต
4.AI Monetization and Competitive Advantage : การลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงต้นวัฎจักร โยการลงทุนของ Hyperscalers และการใช้งาน AI ขยายตัวต่อเนื่องจะช่วยสร้างรายได้และความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
5.AI Chips and Supply Chain Beneficiaries : กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ชิป AI และหน่วยความจำ ยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการขยายตัวของ AI Infrastructre ทั่วโลก
6.AI-Driven Tangibles Over Intangibles : สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและศูนย์ข้อมูล มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และการย้ายฐานการผลิต
7.New Themes on Our Radar : Japan Earnings Recovery and Reform : ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยคาดการณ์กำไรในปีงบประมาณ ไตรมาส 1/2569 จะเติบโตประมาณ 45.12% YoY แรงหนุจากค่าเเงินเยนอ่อนค่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก รวมถึงการฟื้นตัวของวัฎจักรเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนด้าน AI Infrastructure ทั่วโลก นอกจากนี้การปฏิรูปบรรษัทภิบาลและการมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นยังช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะยาว

นายอิสระ กล่าวว่า สำหรับมุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มอง Upside เริ่มจำกัด จึงเห็นการหมุนเวียนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) ขายทำกำไรกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และโยกเงินเข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นที่มีศักยภาพการเติบโตหรือราคาหุ้นยังขึ้นไม่มาก จากหุ้นที่ปรับขึ้นจากภาพ Global มาสู่กลุ่ม Domestic และคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 98-99 บาท และพี/อี เฉลี่ยประมาณ 16 เท่า จึงมองเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,580-1,600 จุด ส่วนทิศทางลงมอง Downside ดัชนีก็จำกัด
ส่วนมุมมองปี 2570 ประเมินเป้าหมายดัชนีไว้ที่ระดับ 1,630 จุด EPS ขยับขึ้นเหนือ 100 บาทเล็กน้อย พี/อี 16 เท่า จากปัจจัยหนุนการมีเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทยดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา หลังจากภาพรวม GPD เริ่มเห็นสัญญาณการปรับประมาณการขึ้น (Upgrade) จากช่วงภาวะสงครามมีการคาดการณ์ GDP อาจลงไปแถว 1% ต้นๆ สำหรับ BBLAM ประเมิน GPD ปีนี้ไว้ที่ 2% รวมถึงประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ทำได้รวดเร็วขึ้น
“โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้แรงๆ ยังต้องอาศัยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวมากกว่า 2% ส่วนนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีมุมมองบวกต่อหุ้นไทยมากขึ้น แม้การไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ยังขึ้นอยู่กับทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หากดอลลาร์อ่อนค่าจะเพิ่มความน่าสนใจตลาดหุ้นไทย ซึ่งในอดีตการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ช่วยหนุนดัชนีขึ้นได้ประมาณ 80-100 จุด แต่ปัจจัยต้องดีจริง”นายอิสระ กล่าว
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วยลดความกังวลหนี้เสีย รวมทั้งแนวโน้มสินเชื่อน่าจะเติบโตจากธีมหลักที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนและดอกเบี้ยจากมองลดลงก็เป็นทรงตัวหรือปรับขึ้นส่งผลดีต่อกลุ่มแบงก์ อีกทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเติบโตต่อเนื่อง
กลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีแนวโน้มได้แรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่าบงบประมาณภาครัฐและการเปลี่ยนผ่านโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สู่การลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว พาณิชย์และอาหารเครื่องดื่มได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการจัดงานและการประชุมระดับนานาชาติที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและอัตราค่าห้องพักโรงแรมในกรุงเทพฯ
นอกจากนี้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานและโรงไฟฟ้า ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน Data Center , PCB รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยี
