โบรกฯนอกเชียร์หุ้นไทย อัปเกรดหุ้นแบงก์-นอนแบงก์-GC

HoonSmart.com>>โบรกเกอร์นอก ประสานเสียงเชียร์หุ้นไทย! JPMorgan อัปเกรดกลุ่มแบงก์ ชู BBL แนะ Overweight เคาะเป้า 205 บาท ปรับ SCB ขึ้นเป็น Neutral  เพิ่มน้ำหนัก MTC / SAWAD / TIDLOR ขณะที่ CLSA เชียร์ PTTGC มองราคาหุ้นพ้นจุดต่ำสุด ลุ้นกำไร Q2 แข็งแกร่ง  ด้านต่างชาติซื้อหุ้นต่อ 2,568 ล้านบาท หนุนดัชนี SET บวกแค่ 1 จุด เงินบาทอ่อนเฉียด 33 บาท “เอกนิติ” หวังไทยไต่อันดับขึ้นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและแก้อุปสรรคลงทุน

บล.เจพีมอร์แกน (JPMorgan)มีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารไทยมากขึ้น โดยมองว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของปัจจัยขับเคลื่อนกำไร (earnings drivers) ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไป

ปรับคำแนะนำธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นเพิ่มน้ำหนักการลงทุน-Overweight (จากเดิม Neutral) ราคาเป้าหมาย 205 บาท, SCB เป็น Neutral (จากเดิมต่ำกว่าตลาด)

คงคำแนะนำ

KBANK : Neutral

KTB : Underweight

นอกจากนี้ยังเพิ่มน้ำหนัก MTC / SAWAD / TIDLOR

ด้าน CLSA คาดราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลงแล้วประมาณ 18% นับตั้งแต่ราคาน้ำมันทำจุดสูงสุดช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

คาดว่า กำไรไตรมาส 2/2569 จะออกมาแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นและ ปิโตรเคมี

นอกจากนี้ เมื่อราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลช่วงกลาง  ทำให้โอกาสเกิดขาดทุนสต็อกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ลดลง

CLSA ยังมองว่าการรวมสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์ของบริษัทเข้ากับกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย จะเป็นปัจจัยบวก (Catalyst) สำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2569

คงคำแนะนำ Outperform (O-PF) ราคาเป้าหมาย 43 บาท

ขณะที่ UBS ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น MTC เป็น ซื้อและให้ราคาเป้าหมาย 34 บาท

ด้านตลาดหุ้นวันที่ 22 มิ.ย.2569 ดัชนี SET ผันผวนจากบวกและติดลบ ก่อนมาปิดที่ 1,574.13 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.63 จุด หรือ +0.10%
ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 66,899.24 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยอีก 2,567.54 ล้านบาท สวนทาง 3 กลุ่มนักลงทุนไทยนำโดยพอร์ตบล.ทิ้ง 1,176.98 ล้านบาท สถาบันขาย 956.46 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขาย 434.10 ล้านบาท

แรงซื้อกลุ่มธนาคารโดดเด่น นำโดย BBL ปิดที่ 180 บาท บวก 5 บาทหรือ +2.86% ส่วน DELTA เปิดสูง ระหว่างวันลดลงก่อนเด้งมาปิดที่ 335 บาท บวก 1 บาท ขณะที่มีแรงขาย GULF ร่วงลง 2.75 บาทหรือ -4.30% ปิดที่ 61.25 บาท และ THAI ปิดที่ 6.25 บาท ติดลบ 0.10 บาทหรือ -1.57%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังแถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)ครั้งแรกในวันที่ 22 มิ.ย.2569 ว่าได้รวบรวมสิ่งที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน มากำหนดเป้าหมาย และแนวทางในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ที่ประชุมกำหนดเป้าหมายให้ชัด ทั้งเป้าหมายระยะสั้น-กลาง-ยาว

สำหรับเป้าหมายระยะยาวต้องการยกระดับไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี  ระยะปานกลาง จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ในอันดับ TOP 20 ของโลก ในปี 2573  และยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้เป็น 3% Plus ภายในปี 2573 ด้วย

“กรอ. จะขับเคลื่อนด้วยทีมเวิร์ค  ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันทำเป้าหมายเดียวกัน ไม่ได้ทำงานเหมือนในอดีตที่เอกชนบ่นว่าภาครัฐทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่วันนี้ จะลงมาทำด้วยกัน โดยมีวินัยการคลัง และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น มีภูมิคุ้มกันเพียงพอจากโลกที่มีความผันผวน ซึ่งช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้ว ทำให้ประเทศไทยยังเข้มแข็ง สถาบันการเงินต่าง ๆ จัดอันดับของไทยอยู่ในระดับที่ดี  เราต้องรักษาจุดแข็งนี้ต่อไป”

นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้าที่มั่นคง มีแหล่งน้ำที่เพียงพอ มีโครงสร้างพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ มีโครงสร้าง AI และดิจิทัลที่พร้อม และมีกฏหมายที่ชัดเจน ตลอดจนมีแรงงานที่มีทักษะ เป็นทุนมนุษย์ที่เข้มแข็ง นำจุดแข็งของประเทศ ทั้งเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ, ยกระดับยานยนต์แห่งอนาคต, เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล, ยาและสุขภาพ รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การค้าขาย และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 22% ของจีดีพี โดยตั้งเป้าจะทำให้ได้ใกล้เคียง 30% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างชัดเจน
โดยยืนยันข้อจำกัดทางการคลังไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนขนาดใหญ่ ปลดล็อกผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แม้งบประมาณภาครัฐจะมีจำกัด แต่จะดึงภาคเอกชนและตลาดทุนเข้ามาช่วยสนับสนุน ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ซึ่งจะใช้ความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยในการออกผลิตภัณฑ์ เพื่อมาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ