HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ไทย(SET)และตลาดหลักทรัพย์ลาว(LSX) เซ็น MOU เมื่อต้นเดือนเม.ย. ขณะนี้ได้ออกสตาร์ทความร่วมมือทำคลอด DR ตัวแรกของไทยเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นลาวในปี 69 โดนใจนักลงทุนคนรุ่นใหม่ จากที่มีหุ้นอยู่ ทั้งหมด 12 บริษัท มั่นใจศักยภาพตลาดทุนจะโตได้อีกมากตามเศรษฐกิจลาว 5 ปีโตเฉลี่ย 6% ชงตั้งกองทุนดูแลสภาพคล่อง เดินหน้าแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปิ๊งไอเดียหาผู้ร่วมทุนสร้างเสน่ห์ก่อนขาย IPO ธุรกิจไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะเติบโตไปด้วยกัน…

สำนักข่าว “หุ้นสมาร์ท”ได้สัมภาษณ์ นายสีโสวัต ถิรากุล (Siosavath THIRAKUL) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์ลาว (LSX) ในโอกาสที่มาเยือนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมพบปะผู้เล่นในระบบนิเวศตลาดทุนไทย ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทจดทะเบียน เห็นศักยภาพในความร่วมมือและการพัฒนาตลาดทุนไทยและอาเซียน โดยเตรียมผลักดันการออกผลิตภัณฑ์ Depository Receipt (DR) ที่อ้างอิงหุ้นไทยไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลาวให้เกิดขึ้นจริงภายในสิ้นปี 2569 ถ้าไม่ติดอะไร หวังเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และเป็นที่สนใจของคนลาว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่มีการออกไปซื้อขายหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว โดย DR ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและแพลตฟอร์ม
“การเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ DR ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมและสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับการทำ Dual Listing (การจดทะเบียนในสองตลาด) ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านความแตกต่างของกฎระเบียบและระบบหลังบ้านที่ต้องใช้เวลาศึกษาเชิงลึก โดยทางตลาดหุ้นลาวมีการศึกษาว่าจะเอาอะไรมาเสริมนอกเหนือที่เป็น equity อยู่ในตลาด จึงเลือก DR มองไว้ทั้งของสิงคโปร์ และฮ่องกง แต่ว่า time zone อาจจะเป็นข้อจํากัด พอได้มาเซ็น MOU แล้ว จึงเลือกผลิตภัณฑ์ทางฝั่งไทยดีกว่า น่าจะตอบโจทย์ได้เร็วกว่าที่จะไปเอาผลิตภัณฑ์จากประเทศอื่น และยังมีการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิด ”
สำหรับเป้าหมายของหุ้นไทยที่จะนำไปออกเป็น DR ใน สปป.ลาว นั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ลาว กำลังพิจารณาหุ้นกลุ่มที่นักลงทุนชาวลาวคุ้นเคยและมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานและค้าปลีกอย่าง OR หรือหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงเริ่มต้นตั้งเป้าที่จะส่งผลิตภัณฑ์นำร่องออกมาทดสอบตลาดก่อนจำนวน 1 ตัว
รายย่อยซื้อขายสูงถึง 90%
ปัจจุบันโครงสร้างผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ลาวยังคงขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศสูงถึง 90% โดยมีจำนวนบัญชีซื้อขายทั้งหมดกว่า 40,000 บัญชี ซึ่งมีสัดส่วนบัญชีที่เคลื่อนไหว (Active) อยู่ที่ประมาณ 30% เศษ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปิดบัญชีและเริ่มซื้อขายอย่างคึกคัก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุนลาวมากขึ้น คือการปฏิรูปแพลตฟอร์มการซื้อขาย โดยมีการเปิดตัวระบบซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Trading) ไปเมื่อเดือนต.ค.2568 ที่ผ่านมา จากเดิมที่มีเพียงระบบ Home Trading ผ่านคอมพิวเตอร์ PC และการโทรสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้สามารถทลายข้อจำกัดและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงตลาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ เคยมีสัดส่วนพีคสุดถึงประมาณ 50% ของมูลค่าซื้อขายทั้งตลาด ตอนนี้ตกลงมาอยู่ประมาณ 10% เศษ อาจจะมาจากความกังวลหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นมีเรื่องสภาพคล่อง ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกับสภาวะเศรษฐกิจ หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อสูง
มีหุ้น 7 ใน 12 บริษัทจ่ายเงินปันผล
เมื่อพิจารณาในฝั่งของบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ลาวมีบริษัทอยู่ทั้งหมด 12 บริษัท โดยมีบริษัทที่มีศักยภาพในการทำกำไรและสามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอจำนวน 7 บริษัท ซึ่งพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังคงเน้นการเข้ามาซื้อขายเพื่อดักรับเงินปันผลและส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายจะปรับตัวลดลงตามธรรมชาติในช่วงไตรมาสถัดไป
แนวทางการแก้ไข ตลาดหลักทรัพย์ลาวเข้าไปช่วยเหลือและติดตามการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจ เช่น บริษัทในกลุ่มท่องเที่ยวที่ปรับเปลี่ยนมาจากธุรกิจปูนซีเมนต์ รวมถึงบริษัทน้ำมันชั้นนำอย่าง PetroTrade (PTL) เพื่อให้กลับมาสร้างผลการดำเนินงานที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งชาวลาวและชาวไทยอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 5,000 กีบ และเคยลงไปปั800 จจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2,000 กว่ากีบ
ขณะเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องในตลาดรวม ทางตลาดหลักทรัพย์ลาวได้ศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมสภาพคล่อง โดยเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการกองทุน ขึ้นมาใหม่ 2 บริษัท เพื่อเข้ามาทำหน้าที่คล้าย Market Maker และ Liquidity Provider พร้อมทั้งได้เสนอแผนต่อภาครัฐในการดึงกองทุนบำเหน็จบำนาญและธุรกิจประกันภัยเข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงการเสนอจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นในลักษณะเดียวกับกองทุนวายุภักดิ์ของไทย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอการตอบรับจากหน่วยงานภาครัฐ
เตรียมขาย’กรีนบอนด์’ครั้งแรก
นอกจากตลาดตราสารทุนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ลาวยังประสบความสำเร็จในการส่งเสริมตลาดตราสารหนี้ โดยล่าสุดบริษัทผู้ให้บริการสถานีชาร์จและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายแรกอย่าง “Loca”กำลังทำตลาด เพื่อเสนอขายหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ครั้งแรก มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับใบรับรองมาตรฐานกรีนจากหน่วยงานสากลในต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้บริษัท สุวันนี โฮมเซ็นเตอร์ ได้เคยออกหุ้นกู้มูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯไปแล้ว ขณะที่บริษัท มหาทุน เช่าสินเชื่อ ก็แสดงความสนใจที่จะออกหุ้นกู้สกุลเงินกีบที่อัตราดอกเบี้ยสูงราว 11-12% ต่อปี เช่นกัน
การเสนอขายหุ้นกู้จำนวนมาก เป็นเรื่องที่ดีและสร้างสมดุลในตลาดการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้สินเชื่อธนาคาร แม้ว่าต้นทุนดอกเบี้ยแพงกว่าตลาดทุนก็ตาม แต่ง่ายและไม่ต้องเตรียมเอกสารมาก ได้พยายามคุยกับธนาคาร กรณีลูกค้าต้องการเงินกู้มากและเกินความสามารถให้คำแนะนำให้หันมาใช้การออกหุ้นกู้แทน
ตลาดทุนลาวจะเติบโตได้อีกมาก
แม้ว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อได้เริ่มทรงตัวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตลาดทุนลาว ยังมีข้อได้เปรียบสำคัญในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่มีอายุน้อยและมีโอกาสเติบโตสูง โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่เฉลี่ยราว 6% ต่อปี โอกาสที่สำคัญที่สุดของลาว ในสายตานักลงทุนคือความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land-locked) ไปสู่ประเทศเชื่อมโยงภูมิภาค (Land-linked) ผ่านโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อไปยังประเทศจีนขึ้นไปยุโรปได้ รวมถึงโครงการทางด่วนเชื่อมเวียงจันทน์-ฮานอยที่อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนภาคโลจิสติกส์และการค้าข้ามพรมแดนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเคียงคู่ไปกับพัฒนาการของตลาดทุนลาวในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง รวมถึงบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศที่หมดสัญญา บ่งบอกว่าลาวก็ยังมีศักยภาพในการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับตลาดทุนลาว ซึ่งสามารถสนับสนุนรัฐบาลได้หลายจุด ที่ผ่านมามีการแปรูป ธนาคารพัฒนาลาว (Lao Development Bank – LDB) เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน สปป. ลาว ส่วนที่ยังอยู่ในลิสต์ก็มีอีกจำนวนหนึ่ง ก็มีทั้งประกันภัยลาว AGL,น้ำมันเชื้อไฟลาว บริษัทไฟฟ้าลาว กําลังอยู่ในขบวนการ แต่น่าจะมีการหาผู้ร่วมทุนเข้ามาสร้างเสน่ห์ มีกำไรก่อนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์ลาวกล่าวทิ้งท้ายว่าความร่วมมือระหว่างตลาดทุนในภูมิภาคยังจะเกิดขึ้นอีกมาก จากการพบปะและมีการประชุมร่วมกันหลายเวที ก่อนหน้านี้ไปจีน และมีแผนจะไปเวียดนาม รอบนี้ทางลาวมาประเทศไทย เดือนก.ค. ทางฝั่งตลาดทุนไทยจะไปเยือนลาว ทุกคนเห็นแล้วว่าจะต้องเชื่อมต่อกัน แต่ว่าจะเชื่อมต่อกันอย่างไรเท่านั้นเอง
