HoonSmart.com>>จุดเปราะบางบอนด์ไทย รายย่อยถือครองหุ้นกู้เอกชนสูงเกือบ 50% ต่างจากตลาดโลก เร่งสังคายนาเปิดเผยข้อมูล-คุ้มครองรายย่อย พร้อมลุยปั้นระบบนิเวศรับมือ “หุ้นกู้ไฮยีลด์-กลุ่มเบี้ยวหนี้” ดึงความเชื่อมั่นด้าน “มาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุน” ฉลุยแล้ว 9 จาก 14 มาตรการ หวัง “TISA” ออกมาปีนี้
จากการประชุมร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 หนึ่งในข้อมูลเชิงลึกที่เห็นตรงกันในตลาดตราสารหนี้ไทยที่มีขนาดใหญ่ถึง 96% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศห หรือ GDP ว่า “มีข้อจำกัดและจุดเปราะบางที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน” คือ รายย่อยถือสูงถึง 50% จากมูลค่าหุ้นกู้ภาคเอกชน 4.68 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ผิดปกติและเสี่ยงสูงมากเมื่อเทียบกับตลาดทุนที่พัฒนาแล้วในต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนสถาบันมืออาชีพ โดยหุ้นกู้เอกชนมีสัดส่วนราว 25% ของ GDP สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดตราสารหนี้ในฐานะแหล่งเงินทุนทางเลือกของภาคธุรกิจ
ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยอมรับว่า ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศและกฎเกณฑ์ขึ้นมารองรับ ยกระดับการเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดตราสารหนี้ และการสร้างระบบนิเวศ เพื่อรองรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (high yield bond) และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างผิดนัดชำระหนี้ (distressed bond) อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายลกลามไปกระทบกับเงินออมของประชาชนรายย่อย
หนึ่งในภาระกิจของ “คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย” หรือ “Taskforce”ที่จัดตั้งขึ้นล่าสุด คือการผลักดันแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพตลาดตราสารหนี้ไทยร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้ ผ่านมาตรการ 4 ด้านทันที คือ
1.มาตรการขยายฐานและยกระดับผู้ลงทุนที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย (ลดสัดส่วนรายย่อย เพิ่มสถาบัน)
2.มาตรการเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและผู้ลงทุน
3.มาตรการส่งเสริมความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ผ่านการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุน และ
4.มาตรการพัฒนาระบบนิเวศหรือโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยจะเริ่มหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแผนการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ พร้อมผลักดันมาตรการที่ได้รับความเห็นร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยวางกรอบเวลาชัดเจนว่าจะเดินสายหารือผู้เกี่ยวข้องในเดือน มิ.ย. – ก.ค. 2569 นี้ แจ้งผลต่อ FETCO ภายในเดือนกรกฎาคม และจะสรุปแผนงาน Taskforce ตลาดตราสารหนี้ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2569
“การพัฒนาฐานผู้ลงทุน การเพิ่มการเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ การยกระดับข้อมูลและบทบาทของ gatekeepers รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและศูนย์กลางข้อมูล จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและลดความเปราะบางของตลาด ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการระดมทุน การคุ้มครองผู้ลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวมาง”นวพร วิริยานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าว
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ต ลาดตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของระบบการเงินไทยในการระดมทุนและการบริหารเงินออม ThaiBMA ในฐานะศูนย์กลางข้อมูลและองค์กรกำกับดูแลตนเอง พร้อมร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการสนับสนุนการขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพ การเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐานข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและคุ้มครองผู้ลงทุน ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศและกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการเติบโต โดยจะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนดำเนินงานอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO สนับสนุนการเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงผ่านผู้ลงทุนมืออาชีพ การเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้าใจง่าย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดรองให้รองรับทั้งตราสารหนี้คุณภาพ ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และตราสารหนี้กลุ่ม High Yield/ Distressed Bond อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ลดความเปราะบางของตลาด และสนับสนุนให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนและการลงทุนที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว
ส่วนคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งจัดตั้งและดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า โดยภาพรวมความคืบหน้าของชุดมาตรการดังกล่าว ณ ครึ่งแรกของปี 2569 จาก 14 มาตรการหลัก มี 9 มาตรการที่เดินหน้าได้ชัดเจน 3 มาตรการอยู่ระหว่างออกแบบหรือหารือเพิ่มเติม และ 2 มาตรการที่ต้องเร่งผลักดัน ทั้งนี้ การยกระดับตลาดทุนไทยจะไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน
ในส่วนของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านการเพิ่มโอกาสเข้าถึงของผู้ลงทุน การยกระดับคุณภาพข้อมูล การสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันและผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้ไทยเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากทุ
1. ด้านการสร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพ (Quality Demand) กำลังผลักดันแนวทางพัฒนา บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (TISA)ร่วมกับกระทรวงการคลัง และ FETCO เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างสรุปแนวทางเพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
2. ด้านการเพิ่มอุปสงค์ที่มีคุณภาพ (Attractive Supply) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันโครงการ JUMP+ ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมแล้วถึง 142 บริษัท ขณะที่โครงการ Corporate Value Up มีบริษัทเข้าร่วมและเปิดเผยข้อมูลแล้ว 4 บริษัท และอยู่ระหว่างพิจารณาอีกประมาณ 117 บริษัท
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างผลักดันโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO เพื่อดึงธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน และกำลังพัฒนา Bond Connect Platform ให้รายย่อยเข้าถึงพันธบัตรเยียวยารัฐบาลในตลาดแรกได้ง่ายขึ้น
3. ด้านความน่าเชื่อถือของตลาดทุน (Trusted Market) มีการยกระดับบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน (Interim MD&A) ปรับปรุงเกณฑ์รายการที่เกี่ยวโยงกันเพื่อความโปร่งใส คุมเข้ม “ผู้คุมประตูด่านแรก” (Gatekeepers) ด้วยการเพิ่มบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ตรวจสอบภายใน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเลขานุการบริษัท เพื่อเสริมกลไกป้องกันและตรวจจับพฤติกรรมทุจริตหรือแต่งบัญชีในตลาดทุน
4. ด้านการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนยุคใหม่ (Supportive Ecosystem) ตลาดหลักทรัพย์ฯได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้จัดทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กไปแล้ว รวมถึงเปิดตัวแอปพลิเคชัน “wiset” หรือ “วิเศษ”แพลตฟอร์มรวมพอร์ตลงทุนทุกสินทรัพย์ไว้ที่เดียว
นอกจากนี้กำลังวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับ Tokenization (การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล)ของตราสารหนี้และหน่วยลงทุน รวมถึงผลักดันระบบ e-Proxyเพื่อลดอุปสรรคในการออกเสียงโหวตของผู้ลงทุนต่างประเทศ
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การยกระดับตลาดทุนไทยจะไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน
ในส่วนของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านการเพิ่มโอกาสเข้าถึงของผู้ลงทุน การยกระดับคุณภาพข้อมูล การสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันและผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้ไทยเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากทุ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ริเริ่มและดำเนินโครงการสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วหลายโครงการ ได้แก่ JUMP+ ที่มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมกว่า 142 บริษัท โดยอยู่ระหว่างการสื่อสารแผนงานและศักยภาพการเติบโตสู่ผู้ลงทุน การนำเทคโนโลยี AI มาจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุน และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘wiset’ แพลตฟอร์มที่รวมพอร์ตการลงทุนทุกสินทรัพย์ไว้ในที่เดียว
สำหรับมาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเดินหน้า ผลักดันโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน ควบคู่กับการพัฒนา Bond Connect Platform เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพันธบัตรภาครัฐในตลาดแรกได้สะดวก ซึ่งจะช่วยขยายทางเลือกการลงทุน ทั้งหมดนี้ คือก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการขับเคลื่อนตลาดทุนสู่การเป็นตลาดทุนที่น่าเชื่อถือและเปิดกว้างสำหรับทุกโอกาส ตามวิสัยทัศน์ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’”
