HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ปรับเป้าหมายราคาทองคำลงเหลือ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จาก 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนวรับ 3,800–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ผลจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2569 หลังทองหลุด 4,330 ดอลลาร์เข้าเทรนด์ขาลง กองทุน ETF แห่เทขายสั้น แต่ระยะยาวมีแรงช้อนซื้อจากธนาคารกลางจีนพยุง
บล.บัวหลวง ระบุว่า ราคาทองคำเผชิญแรงขายค่อนข้างรุนแรงตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่เงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่เคยประเมินไว้ และมีโอกาสกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ภายในช่วงปลายปี 2026 หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ความกังวลดังกล่าวหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกดดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ อีกทั้งยังเกิดเหตุละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงกันในช่วงต้นเดือนเมษายน
แรงกดดันต่อราคาทองคำยิ่งรุนแรงขึ้นในเชิงกราฟเทคนิค หลังราคาหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นทั้งเส้น EMA 200 วัน และแนว Horizontal Support ของรูปแบบ Descending Triangle ที่ฟอร์มตัวมาตั้งแต่เดือนมีนาคม การหลุดระดับดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาณยืนยันแนวโน้มขาลง และเพิ่มความเสี่ยงที่แรงขายทางเทคนิคจะเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น
เราจึงประเมินว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญแรกบริเวณ 3,800–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปบริเวณ 3,200–3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือทิศทางการคาดการณ์ดอกเบี้ยของตลาดที่มีความเสี่ยงที่จะเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่แม้จะปรับตัวลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ และลดความน่าสนใจของทองคำในระยะสั้น
ภาพดังกล่าวยังสะท้อนผ่านกระแสเงินทุนในกองทุน Gold ETF โดยแรงขายกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ปริมาณการถือครองทองคำลดลงรวม 13 ตัน ภายในเวลาเพียง 7 วันทำการ เทียบกับการลดลง 11 ตันตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในทองคำ เพื่อรับมือกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางถึงระยะยาว เรายังคงมองว่าทองคำได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า ธนาคารกลางจีน (PBoC) เข้าซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ในเดือนพฤษภาคม และยังเร่งการสะสมอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ราคาปรับฐาน โดยปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นจาก 5.0 ตันในเดือนมีนาคม สู่ 8.1 ตันในเดือนเมษายน และ 10.0 ตันในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ PBoC ที่จะใช้จังหวะการอ่อนตัวของราคาในการทยอยสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ
แม้ปัจจัยเชิงโครงสร้างในระยะยาวจะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่แรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอลงทำให้เราปรับลดประมาณการราคาทองคำสำหรับปี 2026 ลง โดยปรับเป้าหมายในกรณีฐาน (Base Case) จาก 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหลือ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับเป้าหมายในกรณีดีที่สุด (Best Case) จาก 5,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหลือ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อสะท้อนสมมติฐานความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
