HoonSmart.com>>หุ้นไทยบวกโดดเด่นกว่าภูมิภาค ดัชนี SET ตีทะลุ 1,600 จุด แต่ยืนปิดไม่ไหว บล.ทิสโก้ มองครึ่งปีหลังยังมีหลายปัจจัยไม่แน่นอน ชูกลยุทธ์ลงทุนแบบสมดุล “หุ้น Growth-Commodity-Dividend” มองเดือนมิ.ย. เจอแนวต้าน 1,600 บล.พายเตือนระมัดระวัง Valuation เริ่มสูง ถือเงินสดเพิ่ม บล.บัวหลวงไม่ห่วงสหรัฐฯเตรียมขึ้นภาษี บล.หยวนต้าเชียร์รัฐเร่งเบิกงบลงทุน บล.กรุงศรีมองวัฎจักรลงทุนใหญ่ เพิ่มเป้าปีนี้เป็น 1,680 จากเดิมคาด 1,600 จุด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงกลางปีนี้ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรองในหลายประเทศลดลง ประเมินว่าสหรัฐฯ มีเวลาอีกประมาณ 2 เดือน ก่อนที่คลังน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์จะลดลงเข้าใกล้จุดวิกฤต อาจทำให้ราคาน้ำมันกลับมาถีบตัวขึ้นรุนแรง เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานระลอกใหม่ เพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสูงและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น (Stagflation Risk)
จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วง Negative Real Rate นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551 เป็นต้นมา มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงเงินเฟ้อไม่สูงเกินระดับ 5% (เฉลี่ย +2.8% ต่อเดือน) แต่หากสูงกว่า 5% เกินศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลาดกลับตอบสนองในเชิงลบ นักลงทุนเรื่มกังวลเกี่ยวกับภาวะ “Stagflation”
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก (Bond Yields) ปรับขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้แนวโน้มนโยบายการเงินเริ่มเปลี่ยนจาก “ผ่อนคลาย” เป็น “เข้มงวด” นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่า Bond Yields จะปรับตัวสูงขึ้นจากมุมมองที่ระมัดระวังต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทั่วโลกและความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ Bond Yields คาดจะสร้างความกังวลต่อตลาด เพราะมักกดดันระดับการประเมินมูลค่าหุ้นลดลง อิงจาก 12 เดือน Fwd. PER ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 20.6 เท่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (หรือ US10Y) ที่ทะลุ 4.8% เป็นจุดที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะจะเริ่มทำให้ Earning Yield Gap (EYG) ลดลงจนติดลบ
ในเชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้แนะนำเลือกลงทุนในหุ้น 3 ประเภทเพื่อความสมดุลของพอร์ต (1) หุ้น Growth ที่มีกำไรเติบโตดีกว่าตลาดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และราคายังมี Upside น่าสนใจ แนะนำ CRC, GULF (2) หุ้น Commodity ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่เน้นในเชิงของคุณค่า เด่น PTTEP, SCCC และ (3) หุ้น Dividend ที่กำไรและกระแสเงินสดมั่นคงให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่าระดับ 5% ต่อปี แนะนำ KTB, MEGA ผสานกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวในเดือนมิ.ย.นี้ แนะนำ MRDIYT คาดจะได้เข้าดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งปีหลัง
หุ้นเด่นเดือนมิ.ย. คือ CRC, GULF, KTB, MEGA, MRDIYT, PTTEP และ SCCC ด้านแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,510-1,530 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,580 จุด และ 1,600 จุด ตามลำดับ
บล.พาย มองดัชนี SETเข้าใกล้จิตวิทยา 1,600 จุดประกอบกับยังไม่เห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้นแต่อย่างใด Valuation จึงเริ่มสูง อาจเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ประเด็นสงครามยังทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และกดดันตลาดหุ้นหลายประเทศ กลยุทธ์การลงทุนอาจเพิ่มการถือครองเงินสดมากขึ้น หุ้นแนะนำเน้นที่อิงกับภายใน อาทิ (CPALL CPN SCB MTC SAWAD KTB CK)
บล.บัวหลวงประเมินปัจจัยลบที่อาจสร้างความกังวลต่อ การปรับฐานหุ้นไทย ดูจะยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ “หุ้นตก” แม้จะมีข่าวใหม่ เช่น สหรัฐฯเตรียมเก็บภาษี 60 ประเทศทั่วโลก 10-12.5% อ้างเหตุการใช้แรงงาน ตอนนี้ทั่วโลกรวมไทยโดนกันอยู่ที่ 10% มีกำหนด 150 วัน ซึ่งจะหมดอายุปลายเดือน ก.ค. ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย และโลกมากอย่างที่กลัว
นอกจากนี้ยังเห็น การเว้นภาษีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยและยังมีการดึงบริษัทเทคสหรัฐฯเข้ามาลงทุน ซึ่งส่วนของ อิเล็กทรอนิกส์ และนิคมฯ ไฟฟ้าสีเขียว น่าจะพอเอาตัวรอดได้แต่ที่น่าจะกระทบโดยตรงคือสินค้าเกษตรส่งออก (พวกหุ้นอาหารทะเลแปรรูป TU-CPF) และสินค้าอื่นๆ ที่ต้องหาตลาดใหม่รองรับ
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เผยยอดเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐแบบไม่รวมงบกลางสัปดาห์ล่าสุด (สิ้นสุดเดือน พ.ค.) เร่งตัวขึ้นเป็น 12,528 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ สะท้อนการกลับมาเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนอีกครั้ง คาดแนวโน้มช่วง 5 เดือนสุดท้ายของงบประมาณปี 2569 (มิ.ย.-ก.ย.) จะเห็นการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณต่อเนื่อง เพราะยังเหลืองบรอเบิกอีก 4.1 แสนล้านบาท หรือ 53.5% ของงบที่ตั้งไว้ หรือต้องเบิกให้ได้เฉลี่ยสูงถึงสัปดาห์ละ 2 หมื่นล้านบาท
ประเมินเป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อกลุ่มเชื่อมโยงงานภาครัฐ เช่น KTB, STECON, CK, FORTH, SAMART, SKY, DITTO, TEAMG, DOHOME เป็นต้น
บล.กรุงศรี ปรับเป้าหมาย SET Index ปี 2569 สู่ 1,680 จุด หรือ PER26F 17.5 เท่า VS (ค่าเฉลี่ยระยะยาว 18.3 เท่า) จากเป้าหมายเดิม 1,600 จุด ตอบรับพัฒนาการเชิงบวกของศร 4 ลูก ได้แก่ รัฐบาลมีเสถียรภาพ กระแสการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้น ROE Uptrend และ Asia Sweet Spot ด้านการลงทุน กำลังหนุนภาพโอกาสของ “The New Capex Cycle ของไทย” จากองค์ประกอบที่กำลังหนุนอาเซียนและไทยชัดเจน
เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New Global Capex Cycle) ขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศหรือกลุ่มประเทศพันธมิตร (Reshoring) การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย โดยประเมินว่าการลงทุนสะสมในเอเชียช่วงปี 2569 – 2573 จะเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็น Supercycle ครั้งสำคัญ
ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากความพร้อมด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ต้นทุนที่แข่งขันได้ และเสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่ง จากปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ รวมถึงสถิติในอดีตที่ดัชนีหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนสูงถึง 82% ในช่วงวัฏจักรการลงทุน โดยมีแรงหนุนเชิงบวกที่จะนำดัชนีสู่เป้าหมาย ดังนี้
1) ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ขึ้นเป็น 96 บาทต่อหุ้น จากเดิม 94 บาท เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1/69 และมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ New Global Capex Cycle ที่ขับเคลื่อนโดย AI Infrastructure, Data Center, Power Grid, Energy Security และกระแส China+1 ซึ่งกำลังดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่เอเชียและไทยอย่างมีนัยสำคัญ
2) ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ต้นทุนที่แข่งขันได้ และเม็ดเงิน FDI ที่รอการลงทุน
3) แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำราว 1% ต่อเนื่องไปถึงปี 70 หรือยาวนานกว่านั้น ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนและการ Re-rating ของ Valuation
4) สถิติในอดีตบ่งชี้ชัดเจน ทุกครั้งที่ประเทศไทยเข้าสู่ Capex Cycle ตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 82% พร้อม PER Re-rating เฉลี่ย 5.3 เท่า สะท้อนว่าหากการลงทุนรอบใหม่พัฒนาเป็น Investment Cycle ระดับประเทศได้จริง ตลาดหุ้นไทย (SET) อาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทั้งกำไรและ Valuation ขยายตัวพร้อมกันอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำธีม “Thailand New Capex Cycle” เลือกลงทุนกลุ่มธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำที่จะรับประโยชน์อย่างรวดเร็ว ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสาร โดยทาง KSS ได้คัดเลือกหุ้นเด่นที่ได้เปรียบสูงสุดในรอบการลงทุนนี้คือ GULF , AMATA , KBANK , BBL , PTT และ ADVANC
ด้านภาวะตลาดวันที่ 4 มิ.ย. 2569 หุ้นไทยทะยานขึ้นเฉียด 20 จุด แตะ 1,607.25 จุด ก่อนย่อมาปิดที่ 1,594.79 จุด เพิ่มขึ้น 6.73 จุด หรือ +0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาตาถึง 89,750.47 ล้านบาท สวนทางตลาดในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวลงกังวลผลกระทบการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านยังหาขอยุติไม่ได้ กดดันราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขาย1,473.52 ล้านบาท สถาบันไทยขายด้วย 224.56 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยซื้อ 872.94 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อด้วย 825.14 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงาน เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับระดับเปิดตลาดเมื่อเช้าที่ 32.74 บาทต่อดอลลาร์ฯ
“ช่วงเช้าตลาดกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ระหว่างวันเงินบาทลดช่วงอ่อนค่าและทยอยฟื้นตัวกลับมาได้ สอดคล้องกับการ rebound ขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ประกอบกับแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน เนื่องจากตลาดรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่จะรายงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเมินเงินบาทเบื้องต้นไว้ที่ระดับ 32.50-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ”ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
