
โดย..สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
ครั้งที่แล้ว เราคุยกันเรื่อง “การลงทุนแบบ portfolio” ที่มีข้อดี คือ ช่วยกระจายความเสี่ยง และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงได้ดีในระยะยาว พอร์ตผสมธรรมดาๆ อาจไม่เคย “ชนะสุด” แต่ก็ “ไม่ตาย” เพราะความมั่งคั่งระยะยาวมักมาจาก ความนิ่ง การอยู่รอด การไม่พังหนัก
เมื่อกล่าวถึงพอร์ต เราก็ควรกล่าวถึงสินทรัพย์ต่างๆที่อยู่ในพอร์ตว่ามีอะไรบ้าง สินทรัพย์แต่ละตัวมีธรรมชาติ มี “พฤติกรรม” และตัวขับเคลื่อนราคาที่แตกต่างกันอย่างไร การเข้าใจปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละสินทรัพย์จะช่วยให้เราคาดการณ์แนวโน้มและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมครับ
กราฟด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk-Return Spectrum) ของการจัดพอร์ตการลงทุน ยิ่งเราคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Aggressive) เราก็ต้องยอมรับความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย เป็นสัจธรรมพื้นฐานของโลกการเงินครับ

ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนในพอร์ตการลงทุน. Source: vaeenma / Getty Images
สรุปปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงแยกตามรายสินทรัพย์ ได้ดังนี้ครับ
ปัจจัยที่มีผลต่อ “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท จะต่างกันตามธรรมชาติของสินทรัพย์นั้น ๆ
แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ จะมี 5 กลุ่มปัจจัยหลักที่กระทบแทบทุกสินทรัพย์ คือ
1. ดอกเบี้ย
2. เงินเฟ้อ
3. สภาพคล่องในระบบการเงิน
4. เศรษฐกิจและกำลังซื้อ
5. จิตวิทยาและความเชื่อของนักลงทุน
ด้านล่างคือปัจจัยเฉพาะของแต่ละสินทรัพย์
1. หุ้น (Stocks)
หุ้นคือส่วนความเป็นเจ้าของในธุรกิจ ผลตอบแทนจึงผูกติดกับศักยภาพของบริษัทและสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก
-
• ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน) : การเติบโตของกำไรบริษัท, นวัตกรรมใหม่ๆ, สภาพคล่องในตลาดสูง, เศรษฐกิจขยายตัวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนไหลเข้า ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ฯลฯ
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): ภาวะเศรษฐกิจถดถอย, การขึ้นอัตราดอกเบี้ย (ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นและดึงเงินออกจากตลาดหุ้น), ความเสี่ยงเฉพาะตัวของธุรกิจ (เช่น ผู้บริหารทุจริต สินค้าล้าสมัย) กำไรบริษัทลด ดอกเบี้ยสูง สงคราม/วิกฤต ความผันผวนจากอารมณ์ตลาด
จิตวิทยาการเงิน ตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนด้วย ความโลภ และความกลัว ทำให้การตัดสินใจหลายครั้งเป็นไปตามอารมณ์ อย่างเช่น กลัวพลาดโอกาส กลัวขาดทุน ฯลฯ
2. ตราสารหนี้ / พันธบัตร (Bonds)
ตราสารหนี้มีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” จึงมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น แต่ไวต่อเรื่องของดอกเบี้ยมากที่สุด
- • ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน): ช่วงแนวโน้มเงินเฟ้อลง เศรษฐกิจชะลอ ดอกเบี้ยขาลง (เพราะจะทำให้ราคาตราสารหนี้เดิมในตลาดสูงขึ้น), นักลงทุนหนีความเสี่ยง ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): ดอกเบี้ยขาขึ้น (ทำให้ราคาตราสารหนี้ลดลง), เงินเฟ้อสูง (กัดกินมูลค่าที่แท้จริงของดอกเบี้ยที่ได้รับ), และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ของผู้ออกตราสาร
จิตวิทยาการเงิน พันธบัตรสะท้อน ความกลัวเศรษฐกิจ ความคาดหวังเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
3. ทองคำ (Gold)
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ยในตัวเอง แต่มูลค่าของมันมาจากความเชื่อมั่นและการเป็น “เงินตราที่แท้จริง” ของโลก
- • ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน): อัตราเงินเฟ้อรุนแรง, ดอกเบี้ยลด, วิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ), และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD), ธนาคารกลางซื้อทองเพิ่ม, นักลงทุนกลัวความเสี่ยง (Risk-off)
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของธนาคารกลาง และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำสูงขึ้น
จิตวิทยาการเงิน ทองคือ “สินทรัพย์แห่งความกลัว” คนมักซื้อเมื่อกลัวเงินเฟ้อ กลัวสงคราม ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล/ธนาคารกลาง ฯลฯ
4. ที่ดิน / อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)
สินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีซัพพลายจำกัด แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือสภาพคล่องต่ำ
- • ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน): ทำเล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น รถไฟฟ้าตัดผ่าน, ถนนขยาย), การเติบโตของชุมชนและประชากร, การเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ, ดอกเบี้ยต่ำ
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): ทำเลเสื่อมโทรม, กฎหมายผังเมืองหรือภาษีที่ดินที่เปลี่ยนแปลง, สภาพคล่องต่ำมาก (ยามวิกฤตอยากขายด่วนอาจต้องลดราคาลงมาเยอะ), ภาวะดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านสูง, ภาษีที่ดิน และ กฎหมายผังเมืองจิตวิทยาการเงิน อสังหาฯ มักเกิดฟองสบู่จากการกลัวพลาดโอกาส กลัวซื้อไม่ทัน ความเชื่อว่า “ที่ดินไม่มีวันลง” และการการใช้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินสูงเกินไป
5. น้ำมัน / สินค้าโภคภัณฑ์ (Oil & Commodities)
ราคาเปลี่ยนไปตามกลไก Demand และ Supply ของโลกอย่างรุนแรง และมักสะท้อนภาพเศรษฐกิจมหภาค
- • ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน): การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น), มาตรการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+, และเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลัก
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): การเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Green Energy), การเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ (Shale Oil), และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่ลดความต้องการใช้พลังงานลง
จิตวิทยาการเงิน น้ำมันมี “geopolitical premium” บางครั้งราคาขึ้นเพราะ “ความกลัวว่าจะขาดแคลน” แม้ supply ยังไม่ขาดจริง
6. Bitcoin / คริปโทเคอร์เรนซี (Digital Assets)
สินทรัพย์ดิจิทัลทางเลือก มีความผันผวนสูงมากเนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มแรกของการยอมรับ (Early Adoption)
- • ปัจจัยบวก (หนุนผลตอบแทน): เหตุการณ์ Bitcoin Halving (การลดอุปทานเกิดใหม่ทุกๆ 4 ปี), การเปิดรับจากสถาบันการเงินและกฎหมายที่ชัดเจน (เช่น การอนุมัติ Spot ETF), สภาพคล่องล้นระบบการเงินโลก, ดอกเบี้ยต่ำ, นักลงทุนรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูง, การยอมรับและการนำบิตคอยน์ไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมตั้งแต่การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน การใช้เป็นสินทรัพย์สำรอง ไปจนถึงการที่ผู้คนและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเปิดใจยอมรับเพิ่มขึ้น
- • ปัจจัยลบ (เพิ่มความเสี่ยง): การปราบปรามหรือสั่งห้ามจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศใหญ่ๆ, ช่องโหว่ทางเทคโนโลยีหรือการโดนแฮก, วงจรเก็งกำไร, และความผันผวนทางอารมณ์ของตลาด (Market Sentiment) ที่อ่อนไหวต่อข่าวสารได้ง่ายมาก
จิตวิทยาการเงิน Crypto ขับเคลื่อนด้วย
• FOMO การกลัวพลาดโอกาส เกิดขึ้นเมื่อเห็นเหรียญใดเหรียญหนึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนรีบซื้อตามโดยไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพราะกลัวเสียโอกาสในการทำกำไร
• ความโลภ (Greed): ความต้องการที่จะร่ำรวยอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนนำเงินทั้งหมดมาทุ่มเท หรือใช้เงินกู้ยืม (Leverage) ในการเทรด
• ความกลัวการสูญเสีย (FUD – Fear, Uncertainty, and Doubt): เมื่อเกิดข่าวลบหรือตลาดขาลง ความกลัวจะนำไปสู่การเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Sell) เพื่อปกป้องเงินทุนที่เหลือ
• ปรากฏการณ์ฝูงชน (Herd Mentality): พฤติกรรมแห่ทำตามคนส่วนใหญ่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายตามกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์
• ภาวะภาพลวงตาของการควบคุม (Illusion of Control) และความมั่นใจเกินไป (Overconfidence): ความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถจับจังหวะตลาด (Timing the Market) ได้แม่นยำ จึงมักเกิดทั้งฟองสบู่ใหญ่ และการปรับฐานครั้งรุนแรง
สรุปภาพรวม: ไม่มีสินทรัพย์ใดที่ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา สินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงอย่าง Bitcoin หรือน้ำมัน อาจให้ผลตอบแทนมหาศาลในยามที่เงินล้นระบบ แต่ก็พร้อมจะดิ่งลงรุนแรงเมื่อสภาพคล่องถูกดึงกลับ ในขณะที่ทองคำและตราสารหนี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้กับพอร์ตการลงทุนในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
อ่านบทความอื่นๆ

