HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 276 จุด เจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคืบหน้า “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับตัวลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดทรงตัว
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average) วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ปรับตัวขึ้นไปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 50,285.66 จุด เพิ่มขึ้น 276.31 จุด หรือ+0.55% ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีท่าทีที่ขัดแย้งกันในประเด็นคลังยูเรเนียมของเตหะรานและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,445.72 จุด เพิ่มขึ้น 12.75 จุด, +0.17%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,293.10 จุด เพิ่มขึ้น 22.74 จุด, +0.09%
ตลาดที่หุ้นร่วงลงตลอดช่วงเช้า ฟื้นตัวกลับมาบวกได้ในช่วงบ่าย ขณะที่ราคาน้ำมันพลิกจากที่เพิ่มขึ้นเป็นลดลง หลังมีจากรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงกันแล้ว โดยมีปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ความหวังที่ว่าสงครามอาจใกล้สิ้นสุดลงเกิดขึ้นหลังจากสื่ออิหร่านรายงานว่าข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่จะรับประกันการผ่านช่องแคบฮอร์มุซและบังคับใช้การหยุดยิงจะถูกประกาศในเร็วๆ นี้
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โค รูบิโอ ก็กล่าวว่ามีสัญญาณที่ดีบ้างในการเจรจากับอิหร่าน แต่เขาก็กล่าวด้วยว่า ข้อตกลงทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเป็นไปไม่ได้ หากเตหะรานนำระบบเก็บค่าผ่านทางมาใช้ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านบอกกับรอยเตอร์ว่า ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ กับสหรัฐฯ แต่ช่องว่างต่างๆ ได้แคบลงแล้ว ในขณะที่การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านและการควบคุมช่องแคบของเตหะรานยังคงเป็นประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้
ราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังจากปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงเช้า หลังจากผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกคำสั่งว่าไม่ควรส่งออกยูเรเนียมเกรดใกล้เคียงอาวุธไปยังต่างประเทศ
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงแรกตามมาด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐฐาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปีและ 30 ปีปรับตัวลดลงในภายหลัง มาอยู่ที่ 4.564% และที่ 5.09% ตามลำดับ
นักลงทุนยังเกาะติดการรายงานผลประกอบการจากบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ หุ้น Walmart ร่วงลง 7.3% หลังจากที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลกคาดการณ์กำไรในไตรมาสที่สองต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และคงเป้าหมายประจำปีไว้เช่นเดิม จอห์น เดวิด เรนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังรู้สึกถึงแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูง และหาก สภาพแวดล้อมต้นทุนที่สูงยังคงอยู่ ก็คาดว่าอัตราเงินเฟ้อราคาสินค้าปลีกจะสูงขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสที่สองและครึ่งหลังของปี
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P 500 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานนำการลดลง 1.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก Walmart รวมถึงการลดลงของหุ้นผู้ค้าปลีกรายอื่น ๆ ที่ลดลงตามไปด้วย Casey’s General Stores ลดลง 3.3% และ Costco Wholesale ลดลง 2.2%
หุ้น Nvidia บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ร่วงลง 1.8% เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรหลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่สองที่สดใส และโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80 พันล้านดอลลาร์ หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปีนี้ แต่การเติบโตชะลอตัวลง เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่า Nvidia จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งด้านชิป เช่น Intel และ Advanced Micro Devices ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ดัชนี Philadelphia Semiconductor ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.3% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าผลประกอบการของ Nvidia เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับกลุ่มบริษัท
หุ้น IBM ปรับตัวขึ้น 12.4% จากข่าวที่ว่ารัฐบาลทรัมป์จะให้เงินทุนสนับสนุนบริษัทด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัมหลายแห่ง รวมถึงกิจการร่วมทุนใหม่ของ IBM แลกกับการถือหุ้นในบริษัทเหล่านั้นบางแห่ง
ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานรายงานว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 3,000 ราย สู่ระดับ 209,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่า 213,000 รายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
กิจกรรมการผลิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากธุรกิจต่างๆ เพิ่มสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันการขาดแคลนที่อาจเกิดขึ้นและราคาที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน โดย S&P Global รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นมาที่ 55.3 จาก 54.5 ในเดือนเมษายน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว หลังจากปรับตัวขึ้นในวันก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนรอความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 620.56 จุด เพิ่มขึ้น 0.27 จุด, +0.04%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,443.47 จุด เพิ่มขึ้น 11.13 จุด, +0.11%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,086.00 จุด ลดลง 31.42 จุด, -0.39%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,606.77 จุด ลดลง 130.47 จุด, -0.53%
สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางบ่งชี้ว่าท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านแข็งกร้าวขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 2%
มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ระบบเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้การเจรจาทางการทูตเป็นไปไม่ได้ ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกคำสั่งว่ายูเรเนียมคุณภาพใกล้เคียงกับเกรดอาวุธไม่ควรส่งออกไปต่างประเทศ
ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อธุรกิจในยุโรป ภาคเอกชนของฝรั่งเศสหดตัวในเดือนพฤษภาคมในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ผลสำรวจอีกชุดหนึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนของเยอรมนีหดตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
ราฟฟี โบยาจิอัน นักวิเคราะห์ตลาดชั้นนำจากบริษัทหลักทรัพย์ XM กล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนเผชิญกับความเสี่ยงที่มากขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน stagflation จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดยกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม
แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์ว่า ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรปจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนนั้นค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ธนาคารกลางยุโรปน่าจะยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการเพิ่มเติม
ตลาดเงินในปัจจุบันคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งก่อนสิ้นปี
แม้ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนสงครามได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีน้อย ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง Nvidia ประกาศคาดการณ์ผลประกอบการที่ดีเมื่อวันพุธ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่ง หุ้นเทคโนโลยีในยุโรปมีการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย โดย ASML เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่ STMicroelectronics ลดลงเล็กน้อย
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX บริษัทของ Elon Musk ส่งผลต่อตลาดหุ้นยุโรป Eutelsat ผู้ให้บริการดาวเทียมของฝรั่งเศสพุ่งขึ้น 22% ขณะที่ OHB ผู้ผลิตดาวเทียมของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 7.7% และ SES จากลักเซมเบิร์กเพิ่มขึ้น 3.7%
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 1.4% หุ้น EasyJet สายการบินต้นทุนต่ำของอังกฤษรายงานผลขาดทุนครึ่งปีแรกตามที่คาดการณ์ไว้ และกล่าวว่าแนวโน้มทั้งปีไม่แน่นอนท่ามกลางสงครามอิหร่าน แต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 0.9%
Generali บริษัทประกันภัยชั้นนำของอิตาลีเพิ่มขึ้น 2.7% หลังจากผลประกอบการไตรมาสแรกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังคงเป้าหมายปี 2027 ไว้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 1.91 ดอลลาร์ หรือ 1.94% ปิดที่ 96.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 2.44 ดอลลาร์ หรือ 2.32% ปิดที่ 102.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

