HoonSmart.com>>กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เดินหน้าผลักดัน New Economy เตรียมตั้งกองทุนไพรเวท อิควิตี้ วงเงิน 1,000 ล้านบาทลงทุนในสตาร์ทอัพ 8-10 ปี ดันเข้า IPO คาดระดมเงินได้ภายในสิ้นปีนี้ เผยผลงาน 6 ปี ให้ทุน 172 โครงการ เป็นเงิน 3,580 ล้านบาท
นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมหารพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เปิดเผยแผนงานปี 2569 เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ New Economy จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุมธุรกิจเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น ควบคู่กับการเสริมความพร้อมเพื่อปรับตัวนำเทคโนโลยี AI มายกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในตลาดทุน และขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีโลก
ทั้งนี้ ผลการศึกษาโครงการจัดตั้งกองทุน Private Equity หรือ PE Trust วงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่ทำร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้ข้อสรุปรูปแบบที่เหมาะสมและอยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติได้จริง ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยตามกรอบเวลาที่วางไว้คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในช่วงกลางปี
ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากบอร์ดแล้ว จะใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 เดือนในการสรรหาผู้บริหารกองทุน (Trust Manager) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก (Third Party) ที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการแทนการบริหารเอง โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถจัดหา Trust Manager ได้ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการระดมทุนจากพันธมิตรต่อไป
สำหรับโครงสร้างของกองทุนดังกล่าว จะมีกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมลงทุนด้วย 1 ราย พร้อมทั้งเปิดรับพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุน โดยกองทุนมีอายุการลงทุนประมาณ 8-10 ปีตามมาตรฐานทั่วไป
ในส่วนของนโยบายการลงทุน กองทุน PE Trust ได้มีการกำหนดแนวทาง ไว้อย่างชัดเจน โดยจะมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) อาทิ ธุรกิจการแพทย์ (Medical) ธุรกิจอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ (Food Biotech) รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (Tourism Tech) โดยจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีความพร้อมและตั้งตัวได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังขาดแคลนเงินทุนบางส่วนในการขยายขนาดธุรกิจ ซึ่งกองทุนจะเข้าไปสนับสนุนในจุดนี้เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโต มีรายได้ และสามารถสร้างผลตอบแทนในการออกจากการลงทุน (Exit) ได้ในอนาคต ผ่านการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือการซื้อขายผ่านกิจการร่วมลงทุน (CVC และ VC)
ขณะนี้ ได้ร่วมมือกับสมาคมสตาร์ทอัพไทยเตรียมจัดทำระบบฐานข้อมูล “Startup Directory” เพื่อรวบรวมข้อมูลสตาร์ทอัพไทยให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลนี้ทั้งหมดทั่วประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมานานหรือมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งแล้ว แต่ต้องเป็นสตาร์ทอัพที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีรายละเอียดการดำเนินธุรกิจ และมีสถานที่ตั้งประกอบการที่ชัดเจน โดย CMDF มุ่งหวังให้ Directory นี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างตัวตนและสร้างโอกาสเติบโตให้แก่สตาร์ทอัพไทยในวงกว้าง
ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ CMDF กล่าวว่า CMDF พัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มุ่งผลักดันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่อนาคต สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม New Economy พร้อมนำ AI มาใช้ยกระดับความโปร่งใสในตลาดทุน การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุน และการต่อยอดงานวิจัยสู่นโยบายและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้ง ESG การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) เพิ่มองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปใช้ได้จริงทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ รวมถึงต่อยอดสู่นวัตกรรมการลงทุน
ทั้งนี้ ปี 2568 CMDF สนับสนุน 20 โครงการที่สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแผนกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Infrastructure) บริษัทจดทะเบียน 142 แห่งเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มมูลค่าองค์กร
รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจกลุ่ม New Economy ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (Professionals) พัฒนาทักษะและขยายจำนวนบุคลากรในตลาดทุน โดยนักศึกษา 1,419 คน สอบผ่านการทดสอบจำลองใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน และส่งเสริมการศึกษาของบุคลากรในตลาดทุน โดยผู้รับทุน CFA ชาวไทยมีอัตราสอบผ่านสูงขึ้นทั้ง 3 ระดับ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน ให้แก่ผู้ลงทุน ประชาชน หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง (public) มียอดการเข้าถึงประชาชนและนักลงทุนรวมมากกว่า 18 ล้านครั้ง และสนับสนุนงานวิจัย (Research) โดย TISA อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันเป็นนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาวรองรับสังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ ถูกนำไปใช้ประกอบการออกแบบ Financial Hub Act ภายใต้นโยบาย Ignite Finance
สำหรับผลงาน 6 ปี ได้ให้การสนับสนุนโครงการทั้งหมด 172 โครงการ มูลค่า 3,580 ล้านบาท โดยมี 125 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
