
โดย…สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
แม้ว่าความเสี่ยงเรื่องสงครามยังคงอยู่ แต่ก็ดูเงียบๆไป คงเพราะหลายเดือนแล้ว ไม่จบซักที จนทำใจกันแล้ว อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด รู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ หลายคนก็เริ่มกลับมาสนใจปัญหาเฉพาะหน้ากันดีกว่า
ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป เราคงสนใจเรื่องปากท้อง แต่ถ้าเป็นเศรษฐีล่ะ เขาสนใจเรื่องไหน?
จาก Family Barometer report 2026 รายงานว่า เรื่องที่พวกเศรษฐีสนใจมากๆมี 3 เรื่อง คือ
1. มรดก
2. ความเสี่ยงการเมือง
3. การลงทุน
เท่าที่เคยตามข้อมูลมา เรื่องมรดกเป็นเรื่องที่เศรษฐีสนใจอันดับต้นๆมาตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจดี หรือ ไม่ดี หลายคนมักจะเข้าใจว่า การวางแผนมรดก คือ การสร้างสินทรัพย์ ซึ่งก็ถูกนะ แต่ การรักษาสินทรัพย์ ไม่ให้ทรัพย์มรดกที่จะส่งให้คนที่รักตกอยู่ในมือคนอื่น ไม่ให้ทรัพย์มรดกต้องสูญหายจากภาษีการรับมรดก ฯลฯ ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างสินทรัพย์เลย และเครื่องมือหนึ่งที่เศรษฐีชอบใช้ในการรักษาทรัพย์มรดก ก็คือ ประกันชีวิต
ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงในการบริหารจัดการมรดก โดยช่วยแก้ปัญหาหลักๆ คือ สภาพคล่องไม่เพียงพอ ภาษีมรดกสูง และความขัดแย้งในการแบ่งทรัพย์สิน เงินสินไหมจากประกันชีวิตได้รับยกเว้นภาษีมรดกและไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกที่จะต้องเข้ากระบวนการจัดการมรดก ทำให้ทายาทได้รับเงินก้อนทันทีและรวดเร็ว
นี่คือกรณีศึกษาและรูปแบคือ มรดกคืบการแก้ปัญหามรดกด้วยประกันชีวิต:
1. กรณีศึกษา: ประกันชีวิตเพื่อแก้ปัญหา “สินทรัพย์เยอะ แต่เงินสดน้อย” (Asset Rich, Cash Poor)
• สถานการณ์: ผู้เสียชีวิตมีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอให้ทายาทชำระภาษีมรดก (ภาษีมรดก 5%-10%) สำหรับมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท) ทายาทอาจต้องจำใจขายทรัพย์สินในราคาต่ำเพื่อนำเงินมาจ่ายภาษี
• วิธีแก้ปัญหา: ทำประกันชีวิตควบการลงทุน หรือประกันชีวิตตลอดชีพ (Whole Life) โดยระบุทายาทเป็นผู้รับประโยชน์
• ผลลัพธ์: ทายาทได้รับเงินสินไหมก้อนใหญ่ทันที โดยไม่ต้องรอตั้งผู้จัดการมรดก นำเงินก้อนนี้ไปชำระภาษีมรดกได้โดยไม่ต้องขายที่ดินหรือบ้าน
2. กรณีศึกษา: ประกันชีวิตเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแบ่งมรดก (Equal Inheritance)
• สถานการณ์: เจ้าของธุรกิจมีทรัพย์สินคือบริษัท (มูลค่า 50 ล้านบาท) และเงินสด (มูลค่า 10 ล้านบาท) โดยมีบุตร 3 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่สืบทอดธุรกิจ
• วิธีแก้ปัญหา: ทำประกันชีวิตให้ตัวเอง โดยระบุบุตรอีก 2 คนที่ไม่ได้รับธุรกิจเป็นผู้รับประโยชน์ประกันชีวิต (ทุนประกันรวมตามความเหมาะสม)
• ผลลัพธ์: บุตรคนที่สืบทอดธุรกิจได้รับบริษัทไป ส่วนบุตรอีก 2 คนได้รับเงินสดจากประกันชีวิต เป็นการสร้างความเท่าเทียม (Equitable Distribution) โดยไม่เกิดความขัดแย้ง
3. กรณีศึกษา: ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้สิน (Debt Protection)
• สถานการณ์: ผู้เอาประกันมีหนี้สินจำนวนมาก (เช่น หนี้สินเชื่อธุรกิจ, หนี้สินบ้าน) หากเสียชีวิต หนี้สินเหล่านี้จะตกเป็นภาระของทายาท
• วิธีแก้ปัญหา: ทำประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) หรือตลอดชีพ (Whole Life) โดยตั้งวงเงินคุ้มครองเท่ากับภาระหนี้สิน
• ผลลัพธ์: ทายาทได้รับเงินสินไหมนำไปปิดหนี้กับธนาคาร ทำให้ทายาทสามารถครอบครองทรัพย์สิน (เช่น บ้าน) ได้โดยไม่ต้องถูกยึด และลดภาระความรับผิดชอบของทายาท
4. กรณีศึกษา: ประกันชีวิตสำหรับการวางแผนภาษ๊การรับมรดก
• สถานการณ์: ผู้เอาประกันมีทรัพย์สินร่วมกันจำนวนมาก และต้องการส่งต่อมรดกให้บุตรโดยเสียภาษีให้น้อยที่สุด
• วิธีแก้ปัญหา: แปรสภาพทรัพย์สินเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต อย่างเช่น เปลี่ยนเงินฝากเป็นประกันแบบสะสมทรัพย์ แบบ high saving ระบุทายาทเป็นผู้รับประโยชน์
• ผลลัพธ์: เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต สินไหมที่ผู้รับประโยชน์ไม่ถือเป็นมรดก เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2542
สรุปประโยชน์ของประกันชีวิตในการแก้ปัญหามรดก
1. ได้รับเงินรวดเร็ว: ไม่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก
2. ยกเว้นภาษี: เงินสินไหมไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมรดก
3. แก้ปัญหาเงินสด: มีเงินสดสำรองให้ทายาทชำระภาษี
4. ป้องกันความขัดแย้ง: แบ่งทรัพย์สินได้ตามต้องการ
อ่านบทความอื่นๆ

