PSGC กำไร Q1 พุ่ง รายได้นิวไฮ 2.6 พันลบ. มั่นใจธุรกิจพลังงานหนุนทั้งปีทะลุ 1 หมื่นลบ.

HoonSmart.com>>” พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น” (PSGC) เปิดผลงาน Q1/69 เติบโตแข็งแกร่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายได้รวม 2,600 ล้านบาท พุ่ง 304% กำไรสุทธิ 267 ล้านบาท เติบโต 171% ธุรกิจถ่านหินหนุน สะท้อนความสำเร็จเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 78

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรายได้รวม 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ มาจากการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ควบคู่กับการรวมผลประกอบการของบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) เข้ามาในงบการเงินรวมตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป

“ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กรของ PSGC จากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค กำลังเดินมาถูกทาง การขยายธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ไม่เพียงสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มั่นคงและต่อเนื่อง แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทจากที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค เรามั่นใจว่าโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 นี้ และขยายฐานรายได้สู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578” นายเดวิด กล่าว

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ PSGC คือเดินหน้าขับเคลื่อนซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่าน Nam Tien Limited Liability Company (NT) บริษัทสัญชาติเวียดนามที่ดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทานด้านทรัพยากรพลังงาน และการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดนระหว่างสปป.ลาว และเวียดนาม โดย PSGC ได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 64% มูลค่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 750 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ NT มีวางเป้าหมายในการขายถ่านหินจำนวน 4 ล้านตันในปี 2569 ภายใต้สัญญาซื้อขายกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในเวียดนาม

กลยุทธ์ที่สอง PSGC กำลังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower – PSH) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่จะรองรับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภูมิภาค ซึ่งพื้นที่ศึกษา PSH ใหม่มีจำนวน 138 แห่งทั่วสปป.ลาว โดยบริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite Du Laos: EDL) เมื่อเดือนพ.ค.2568 เพื่อศึกษาการพัฒนาและยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมให้เป็นระบบ PSH พร้อมบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ สอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของอาเซียน

ในส่วนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรซึ่งเป็นฐานธุรกิจหลักของ PSGC มาตลอดกว่า 40 ปี ยังคงเดินหน้าสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการ XPPL Expansion Phase 1 และโครงการก่อสร้างชุมชนใหม่และสาธารณูปโภคพื้นฐานในสปป.ลาว ทั้งนี้ ทิศทางในระยะถัดไป PSGC จะมุ่งคัดสรรโครงการก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มบริษัทเป็นหลัก เพื่อสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มข้ามธุรกิจ (Cross-business Value Creation) ภายในเครือ PSGC

“แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 นี้ คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก จากแผนการส่งมอบถ่านหินของ NT จำนวน 8 แสนตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันในไตรมาส 3/69 และ 1.5 ล้านตันในไตรมาส 4/69 ซึ่งจะหนุนผลงานเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคตมีโอกาสจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้”นายเดวิด กล่าว

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ PSGC มาจากการขายถ่านหิน 64% และจากการก่อสร้าง 25% ส่วนที่เหลือมาจากรายได้อื่นๆ 11% ซึ่งในอนาคตสัดส่วนรายได้จากการขายถ่านหินจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและในปี 2578 คาดว่าจะมีสัดส่วน 60-90% ส่วนรายได้จากการก่อสร้างจะลดลงอีก โดยไม่มุ่งหางานใหม่ เนื่องจากมาร์จิ้นน้อยมาก แต่จะรับงานในกลุ่มของ PSGC เป็นหลัก

สำหรับเงินลงทุนในโครงการต่างๆ ส่วนใหญ่มาจากกระแสเงินสดภายในและเงินกู้ยืมธนาคารเป็นหลัก โดยไม่มีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียน และปัจจุบัน PSGC มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.96 เท่า สอดคล้องกับธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

นายเดวิด กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการถ่านหินสูงขึ้นและราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อ PSGC ขณะเดียวกันต้นทุนการขนส่งถ่านหิน ใช้รถขนส่งซึ่งใช้น้ำมัน จึงสมดุลกัน อย่างไรก็ตามมองความต้องการถ่านหินยังเพิ่มขึ้นและในลาว เวียดนามยังใช้ถ่านหินมากกว่า 20-30 ปี จึงเป็นโอกาสในการเติบโต ส่วนในไทยปัจจุบันโรงไฟฟ้ายังใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องทั้ง EGAT และโรงไฟฟ้าเอกชนประมาณ 2-3 ปี ซึ่งราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นก็ทำให้โรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากการขยายธุรกิจเชิงรุกแล้ว PSGC ยังได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างทุนทางบัญชี ด้วยการรวมหุ้นและลดทุน (Reverse Stock Split) เพื่อเพิ่มความชัดเจนของมูลค่าหุ้นที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทอย่างแท้จริง การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างทุนทางบัญชีให้เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจใหม่ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว โดยขั้นตอนทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนก.ค.นี้

นางสาวสมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSP) กล่าวว่า การเติบโตของรายได้และกำไรในไตรมาสแรกปี 2569 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานะการเงินของ PSGC และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานเกี่ยวกับซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่าน NT ที่เริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อรายได้และกำไรของ PSGC ในระยะยาว

นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างทุนทางบัญชีผ่านการรวมหุ้นและลดทุน จะช่วยให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทมีความชัดเจน ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า PSGC จะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ระยะยาวมากกว่า 20,000 ล้าน บาทต่อปี ภายในปี 2578

———————————————————————————————————————————————————–