HoonSmart.com>>บ้านปู เผยไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ราว 377 ล้านบาท ผลจากราคาถ่านหินฟื้นตัว-กำไรอัตราแลกเปลี่ยน เร่งขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและระบบกักเก็บพลังงาน ในสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์-เทคโนโลยี AI
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) กล่าวว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 บ้านปูยังคงเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจตามกลยุทธ์ Energy Symphonics โดยให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินและความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสด เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาวและตอบโจทย์สถานการณ์ตลาดพลังงานที่ผันผวนในระยะสั้น ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และ Data Center กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ บ้านปูจึงมุ่งพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการเข้าถึง และความยั่งยืนไปพร้อมกัน
ในไตรมาสแรกของปี 2569 4 กลุ่มธุรกิจของบ้านปูมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปริมาณการขายรวม 8.37 ล้านตัน ภาพรวมราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น ธุรกิจเหมืองในอินโดนีเซีย มีปริมาณขายลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก แต่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ 38% ขณะที่ในออสเตรเลียได้รับผลกระทบชั่วคราวจากการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรตามแผนของเหมืองจำนวน 2 แห่ง ในจีนรายงานส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากราคาขายที่ดีขึ้นและการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และในมองโกเลียยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงที่ 58% แม้ต้นทุนจะเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังหาโอกาสในการขยายการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่แห่งอนาคต (Strategic Minerals) รองรับความต้องการแร่ซึ่งเป็นต้นน้ำในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานแห่งอนาคต
กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายรวม 83.25 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) ได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศหนาวเย็น ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II รายงานอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Factor) 62% และค่าความพร้อมจ่าย (EAF) 87% และผลกำไร 26 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับธุรกิจ CCUS โครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 36,000 ตัน ขณะที่โครงการ Cotton Cove ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนประมาณ 32,000 ตันต่อปี และโครงการ Eagle Ford คาดว่าจะสามารถเปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 2/2569
ทั้งนี้ BKV บริษัทลูกของบ้านปู ได้ดำเนินการรวมงบการเงินของ BKV-BPP Power, LLC เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data Center ในรัฐเท็กซัส อีกทั้งดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น การทำสัญญาจัดหาเครื่องจักร (Combined Cycle Gas Turbine: CCGT) รวม 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งเอื้อต่อโอกาสการพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น โอกาสพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple III ขนาด 600 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ Temple Complex (ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้า Temple I และ II) หรือการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาด 600 เมกะวัตต์ บริเวณ North Central Texas ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreements: PPAs)
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) โรงไฟฟ้าพื้นฐานยังคงสร้างกระแสเงินสดและความมั่นคงให้กับพอร์ต โดยโรงไฟฟ้าในลาวและโรงไฟฟ้าในไทยเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าความพร้อมจ่าย (EAF) ในระดับที่น่าพอใจ แม้ทั้งสองแห่งจะหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาตามแผนในไตรมาสนี้ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนถ่านหินต่อหน่วยที่ลดลง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ขนาด 120 เมกะวัตต์ ในจีน ยังคงก่อสร้างตามแผนและคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3/2569 ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้ลงทุนเพิ่มใน 2 โครงการใหม่ที่ญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการ Nikko และ Hiyoshibaru ส่งผลให้ปริมาณการกักเก็บพลังงานรวมของพอร์ต BESS เพิ่มขึ้นเป็น 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ครอบคลุม 10 โครงการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ขณะที่ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่นมียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 1,415 กิกะวัตต์ชั่วโมง ปัจจุบันได้นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายไฟฟ้าและบริหารความผันผวนของตลาดอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้าน Net Zero อย่างครบวงจร ควบคู่กับการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ในไตรมาสนี้ บริษัท ดีพี เน็กซ์ (DP NEXT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บ้านปู เน็กซ์และดูราเพาเวอร์ ได้ร่วมมือกับ Rapid Motors เพื่อต่อยอดธุรกิจแบตเตอรี่โดยพัฒนาโซลูชันการแปลงรถเครื่องยนต์สันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) โดยเริ่มจากกลุ่มรถกระบะ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งไทย ขณะเดียวกัน หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ยังคงเดินหน้าบริหารการลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการลงทุนรวมใน 16 กองทุน และลงทุนโดยตรงในอีก 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนและสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของกลุ่มบ้านปู
“ท่ามกลางบริบทพลังงานโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน บ้านปูเชื่อว่าการขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ คือจุดมุ่งหมายของเรา เราจึงเดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการยกระดับองค์กรผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพคน เพื่อสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ทั้งภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายสินนท์ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายรวม 1,340 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 42,350 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 269 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 8,502 ล้านบาท) รายงานขาดทุนจากผลการดำเนินงาน 53 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 1,675 ล้านบาท) และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 136 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 4,298 ล้านบาท) จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเงินบาท จึงรายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 12 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 377 ล้านบาท)
สำหรับ การจัดตั้ง NewCo ปัจจุบัน BANPUอยู่ระหว่างกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท (Dissenting Shareholders) ระหว่างวันที่ 6-19 พฤษภาคม 2569 จากนั้นบริษัทจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทและ BPP (Joint Shareholders’ Meeting) เพื่อพิจารณาวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการควบบริษัท ก่อนดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 3 ปี 2569
