HoonSmart.com >> IRPC ตะลึง !! ไตรมาส 1/69 พลิกกำไร 7,889 ลบ. ดีขึ้น 754% โกยรายได้ขาย 6.7 หมื่นล. เพิ่มขึ้น 1.2 ลบ.หรือ 22% อานิสงส์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง ดันกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569 พลิกกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.39 บาท ดีขึ้น 9,095 ล้านบาท หรือ 754% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดทุนสุทธิ -1,206 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.06 บาท
นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท IRPC กล่าวว่า ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,072`ล้านบาท หรือ 22% เทียบไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับธุรกิจปิโตรเลียม มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัว
เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ธุรกิจปิโตรเคมีมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ลดลง โดยหลักจากผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางในเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ต้นทุนปรับเพิ่มสูงขึ้น
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค มีกำไรขั้นต้นคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาส 4/2568
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 1/2569 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งพลังงานในเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้เกิดกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล การกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (NRV) 295 ล้านบาท หรือ 0.49 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 223ล้านบาท หรือ 0.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Gain รวม 9,915 ล้านบาท หรือ 16.58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี Accounting GIM จำนวน 17,817 ล้านบาท หรือ 29.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 13,309 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 จึงทำให้ บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,394 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568
โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 258 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น
ขณะที่บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า
จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ เพิ่มขึ้น 5,555 ล้านบาท หรือร้อยละ 9 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ เพิ่มขึ้น 5,555 ล้านบาท หรือร้อยละ 9
โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และปริมาณขายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3
สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมี Market GRM ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ
นอกจากนี้ธุรกิจปิโตรเคมีมี Market PTF ปรับลดลง ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างคงที่ ส่งผลให้บริษัทฯ มี Market GIM เพิ่มขึ้น 4,016 ล้านบาท หรือ 6.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Gain 9,915 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มี Accounting GIM อยู่ที่ 17,817 ล้านบาท หรือ 29.79 เหรียญสหรัฐต่อ บาร์เรล เพิ่มขึ้น 13,299 ล้านบาท หรือ 22.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มี EBITDA 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,154 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่บันทึกกำไร 170 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่บันทึกขาดทุน 657 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่บันทึกขาดทุนสุทธิ 1,206 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 217,356 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 143,466 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 73,890 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบและตลาดปิโตรเคมี ในไตรมาส 2/2569
1. สถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบ
คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในช่วง 98 – 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิ รัฐศาสตร์ที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาด โดยเฉพาะปัญหาการขนส่ง น้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลกลดลงมากกว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อ เทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ จะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทาน และทำให้อุปทานน้ำมันทยอยกลับเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลงในระยะถัดไป ทั้งนี้ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันภายใต้ความร่วมมือของ OPEC+ ยังมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมรวมประมาณ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดได้ในระดับหนึ่ง
2. สถานการณ์ตลาดปิโตรเคมี
ตลาดปิโตรเคมีเผชิญความผันผวนสูงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเหตุความตึงเครียดที่กระทบการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันดิบและแนฟทาที่ส่งผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรม
ในเอเชีย ทำให้เกิดความตึงตัวของวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีหลายแห่งในภูมิภาค อาทิ จีน เกาหลีใต้
อินโดนีเซีย และอินเดีย ได้ปรับลดอัตรากำลังการผลิตหรือประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อบริหารความเสี่ยงด้าน
วัตถุดิบ
ขณะที่ด้านอุปสงค์คาดว่าจะฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยแรงสนับสนุนหลักมาจากภาคบรรจุภัณฑ์อาหาร
และเครื่องดื่ม ซึ่งมีความต้องการสม่ำเสมอกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ในขณะที่อุปสงค์จากอุตสาหกรรมปลายทางที่อิงการ
ส่งออกและสินค้าคงทนยังคงฟื้นตัวได้จำกัดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ด้านราคาหุ้น IRPC ปิดที่ 1.92 บาท ลดลง 0.07 บาท หรือ 3.52% ปริมาณหุ้นซื้อขาย 236.29 ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขาย 457.83 ล้านบาท
