HoonSmart.com>>โลกผ่อนคลาย!ราคาน้ำมันดิบร่วง เบรนท์เหลือ 97.52 ดอลลาร์สหรัฐ หนุนหุ้นโลกสดใส เอเชียส่วนใหญ่บวกกว่า 1% นำโดยเกาหลีทะลุ 7,000 พุ่งแรง 6.45% ไทยกระโดดขึ้น 1.80 % ปิด 1,516.91 จุด วอลุ่มมากถึง 82,023 ล้านบาท กำไรบจ.สูงเกินคาด รอข่าวดีกัลฟ์ฯ-ทรูฯ 7 พ.ค.นี้ ได้มาตรการรัฐกู้เงิน 4 แสนล้านบาทกระตุ้น ยักษ์ใหญ่ดาต้าเซ็นเตอร์โหมลงทุนไทย บล.เอเซีย พลัส ชู DELTA-COM7 เด่น บล.ทรีนีตี้แนะหุ้น 3 กลุ่มน่าสนใจเดือนพ.ค.

วันที่ 6 พ.ค.2569 ตลาดหุ้นโลก ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) ส่วนตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% โดยเฉพาะดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ปิดที่ 7,384.56 พุ่งขึ้น 447.57 จุดหรือ +6.45% ส่วนไทย ดัชนี SET ปิดที่ 1,516.91 จุด กระโดดขึ้น 26.81 จุด หรือ 1.80% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 82,023.35 ล้านบาท ฝีมือบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 2,595 ล้านบาท รองลงมาสถาบันซื้อ 1,587 ล้านบาท ด้านนักลงทุนไทยขายทำกำไร 4,051.52 ล้านบาทและต่างชาติขายสุทธิ 131.09 ล้านบาท
ด้านค่าเงินบาทแข็งปิดที่ 32.19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาน้ำมันดิบยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ณ เวลาประมาณ 18.06 น. เบรนท์ ลงมาเหลือประมาณ 97.52 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
บล.เอเซียพลัส ประเมินตลาดหุ้นเริ่มคลี่คลายและตอบรับในเชิงบวกสัญญาณการสงบศึกมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) จากแรงหนุนของกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ร่วงลง จับตารัฐกู้ 4 แสนล้าน ดัน “คนละครึ่ง พลัส” – ระดมทุน TFFIF แสนล้านเลี่ยงหนี้ชนเพดาน ดึงการเติบโตของ GDP ให้กลับไปอยู่ระดับ 4-5% เหมือนช่วงปี 2560-2561 และผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 11%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นเด่นในกลุมที่ได้รับอานิสงส์และราคาถูกกดดันมานาน (Laggard) DELTA ราคาหุ้นในปัจจุบันยังคง Laggard กว่าหุ้นแม่ที่ไต้หวันถึง 30% ส่วน COM7 มีความน่าสนใจสะสม เนื่องจากราคาหุ้น Laggard กว่าคู่แข่งอย่าง SPVI (SPVI +40% YTD ขณะที่ COM7 +18% YTD) ประกอบกับ SPVI รายงานกำไรสุทธิก้าวกระโดดถึง +182% YoY ซึ่งคาดว่า COM7 จะมีทิศทางกำไรที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการขาย MacBook Neo และกระแส Banana Solar ในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐลดหย่อนภาษีติดโซลาร์รูฟท็อป 2 แสนบาท และกลุ่มรับสงครามผ่อนคลาย แนะนำ BDMS, BH, ERW, CENTEL และ MINT
ทางด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินว่ากระแสเงิน Fund flow ในระดับโลกจะยังคงถูกพักไว้ในกลุ่มหุ้นที่เห็นการปรับเพิ่มประมาณการขึ้นมากสุดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหลังจากเกิดสงคราม คือกลุ่ม Oil & Gas และกลุ่มเทคโนโลยี เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยเก็งกำไรไปยังกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังคงเห็นโมเมนตัมของประมาณการกำไรที่แข็งแกร่ง และเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในตลาด ล่าสุดคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยยังคงถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขึ้นมาที่ 97.1 บาทต่อหุ้น
” เดือนพ.ค.มองกรอบแนวรับแรกที่ระดับ 1450 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1420 จุด ในทางกลับกันแนวต้านแรกที่ 1510 จุด และกรอบแนวต้านสำคัญที่ 1540 จุด”นายณัฐชาตกล่าว
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในเดือนพ.ค. ได้แก่
1. กลุ่มพลังงานต้นน้ำ และปิโตรเคมี เช่น PTTEP, PTTGC, SCC, IRPC
2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, KCE, HANA
3. กลุ่มส่งออกอาหาร/เกษตรที่มียอดส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ ITC, TFG
อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.คาดการณ์เงินเฟ้อในระดับโลก จากทิศทางราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่สูง รวมไปถึงผลกระทบที่ส่งต่อไปยังระดับ Bond yield ในตลาด
2. การปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI Emerging Market ประกาศช่วงเช้าวันที่ 13 พ.ค.(ตามเวลาไทย)
3. ความผันผวนของหุ้น DELTA ซึ่งหากเพิ่มสูงขึ้นในทางขาขึ้นอย่างสำคัญ อาจมีความเสี่ยงถูกขึ้นบัญชี Trading Alert อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจะทำให้ตัวหุ้นหลุดอออกจากดัชนี SET50 และ SET100 ประจำรอบครึ่งหลังปี 2569 ทันที
4. ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่สำคัญทั้ง ดัชนีภาคการผลิต (ออกมาแล้วเช้าวันนี้ ยังอยู่ในโซนขยายตัว แต่ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี) ดัชนีราคาผู้บริโภค (ประกาศวันพรุ่งนี้ตลาดคาด +2.2% YoY) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า เป็นต้น
5. มาตรการควบคุมราคาพลังงาน และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต่างๆ จากทางรัฐบาล รวมถึงความชัดเจนของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
6. เทศกาลประกาศกำไรบจ. และปัจจัยฤดูกาลเกี่ยวกับการโยกย้ายเงินปันผลออกนอกประเทศของนักลงทุนต่างชาติ
