HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 25 จุด กลับมากังวลแนวโน้ม AI อีกครั้ง กระทบหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนบริษัทชั้นนำ 5 แห่งในกลุ่มประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์เพิ่มขึ้น 2.8% ปิด 111.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน WTI จ่อ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย
ตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 28 เมษายน 2569 ปิดลบโดยปรับตัวลงจากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความกังวลที่เกิดขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนที่บริษัทชั้นนำ 5 แห่งในกลุ่มนี้จะประกาศผลประกอบการรายไตรมาสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,141.93 จุด ลดลง 25.86 จุด, -0.05%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,138.80 จุด ลดลง 35.11 จุด, -0.49%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,663.80 จุด ลดลง 223.30 จุด, -0.90%
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งพุ่งขึ้นกว่า 40% ในปีนี้ กดดันดัชนี Nasdaq ให้ลดลงรายวันมากที่สุดในรอบหนึ่งเดือน
รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า การเติบโตของรายได้และจำนวนผู้ใช้งานรายสัปดาห์ของ OpenAI ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการรับกมือกับารใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในด้านศูนย์ข้อมูล
รายงานเพิ่มเติมว่า ซาราห์ ฟรายเออร์ ซีเอฟโอ ได้แจ้งต่อผู้บริหารว่าเธอกังวลว่า OpenAI อาจไม่สามารถจ่ายค่าสัญญาด้านการประมวลผลในอนาคตได้ หากรายได้หลักไม่เติบโตเร็วพอ
หุ้น Oracle ซึ่งพึ่งพา OpenAI สำหรับแผนงานด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ร่วงลง 4.1%
หุ้นกลุ่มชิปก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดย Nvidia, AMD และ Broadcom ลดลงระหว่าง 1.6% ถึง 4.4% ส่วน CoreWeave ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia ร่วงลง 5.8%
ชัค คาร์ลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Horizon Investment Services ในแฮมมอนด์ รัฐอินเดียนา กล่าวว่า OpenAI ทำให้ผู้ลงทุนต้องคิดหนักมากขึ้น ว่าการเติบโตกำลังชะลอตัวลงหรือไม่ และจะมีผลอย่างไรต่อการใช้จ่ายด้านการลงทุน ข่าว OpenAI ที่ออกมาก่อนบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์รายใหญ่ประกาศผลประกอบการพรุ่งนี้ อาจทำให้ผู้ลงทุนมีเหตุผลมากขึ้นที่จะขายหุ้นบางส่วนออกไป
สัปดาห์นี้มีการประกาศผลประกอบการครั้งสำคัญในตลาดหุ้น โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี 5 ใน 7 บริษัท ได้แก่ Alphabet , Amazon, Meta Platforms และ Microsoft จะประกาศผลประกอบการในวันพุธ ขณะที่ผลประกอบการของ Apple จะประกาศในวันพฤหัสบดี
บริษัทที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้คิดเป็นประมาณ 44% ของมูลค่าตลาดรวมของดัชนี S&P 500 ตามข้อมูลของ Raymond James
หุ้น General Motors ผู้ผลิตรถยนต์ปรับตัวขึ้น 1.3% หลังจากที่ทำกำไรได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสนี้ และปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปี โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และการคาดการณ์ว่าจะได้รับเงินคืนภาษีศุลกากร
หุ้น United Parcel Service บริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ร่วงลง 4.0% หลังจากที่ยืนยันเป้าหมายรายได้ทั้งปี โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นได้หักล้างการปรับปรุงธุรกิจพื้นฐาน
หุ้น Coca-Cola ปรับตัวขึ้น 3.9% หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ดีกว่าที่คาดไว้ บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่รายนี้ลดความสำคัญของผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง และปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรประจำปี
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเริ่มขึ้นแล้วในวันอังคาร และเป็นการเข้าร่วมครั้งสุดท้ายของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธานธนาคารกลาง แม้เฟดน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้เท่าเดิมในวันพุธ แต่แถลงการณ์ประกอบและการแถลงข่าวของพาวเวลล์ในเวลาต่อมา จะถูกวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อดูมุมมองของฝ่ายกำหนดนโยบายเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม
ด้านการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาไม่พอใจกับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่าน เพราะจะทำให้การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ล่าช้าออกไป ซึ่งทำให้ความหวังที่ว่าความขัดแย้งซึ่งสั่นคลอนตลาดโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจะใกล้ยุติลงนั้นลดลง
นอกจากนี้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศเมื่อวันอังคารว่ากำลังถอนตัวออกจากโอเปก
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย นักลงทุนเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยการประชุมของธนาคารกลางและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ รวมถึงพิจารณาถึงความติดขัดทางการทูตในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 606.58 จุด ลดลง 2.26 จุด, -0.37%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,332.79 จุด เพิ่มขึ้น 11.70 จุด, +0.11%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,104.09 จุด ลดลง 37.83 จุด, -0.46%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,018.26 จุด ลดลง 65.27 จุด, -0.27%
ความหวังที่จะได้เห็นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเริ่มต้นใหม่เริ่มเลือนหายไป หลังจากเจ้าหน้าที่ในวอชิงตันระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจกับข้อเสนอใหม่ล่าสุดของเตหะรานในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมาสองเดือน
สงครามได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก ผลักดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น และทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและการเติบโต เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญยังคงถูกปิดกั้น
นักลงทุนจะจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารแห่งอังกฤษในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญานเกี่ยวกับการเติบโต ภาวะเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ผู้เข้าร่วมตลาดยังติดตามผลกระทบขอบสงครามอิหร่านต่อแนวโน้มของบริษัทต่างๆ จากรายงานผลประกอบการ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของยุโรปร่วงลง 1.9% ตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่ากระแส AI บูม จะแปลงเป็นการเติบโตหรือไม่
หุ้น Barclays ธนาคารอังกฤษลดลงเล็กน้อย 0.2% หลังจากแจ้งว่าได้รับผลกระทบ 308 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการล้มละลายของธนาคาร MFS
อย่างไรก็ตาม ดัชนีกลุ่มธนาคารโดยรวมกลับเพิ่มขึ้น 1.3% ช่วยลดการปรับลงของดัชนี STOXX
ดัชนีกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 0.6% โดยได้รับแรงหนุนจาก BP ที่เพิ่มขึ้น 1.1% หลังจากรายงานผลกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจสำคัญจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคในยูโรโซนปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างมากในเดือนมีนาคม
ส่วนหุ้นอื่นๆ Telenor ของนอร์เวย์ร่วงลง 5.7% หลังจากรายงานผลประกอบการหลักไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.56 ดอลลาร์ หรือ 3.69% ปิดที่ 99.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.03 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 111.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

