DELTA มั่นใจรายได้-กำไร’69 โต 2 หลัก ทุ่มงบกว่า 600 ล้านเหรียญฯขยายการผลิต

HoonSmart.com>>เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มั่นใจรายได้-กำไรปี 2569 โต 2 หลัก ทุ่มงบกว่า 600 ล้านเหรียญฯ ขยายฐานผลิต ดาต้าเซ็นเตอร์/AI ในไทย-ต่างประเทศ ปรับ Product Mix เน้นสินค้า High Value ระบบระบายความร้อน รายได้ค่าสิทธิจากบริษัทแม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดแนวโน้มไตรมาส 2 ยังเป็นบวกแม้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์ รุกคุมต้นทุน เจรจาลูกค้าแบ่งรับภาระ

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA กล่าวในงานการนำเสนอข้อมูลตามงบการเงิน Earnings Call (OPPDAY) Q1/2026 ว่า เป้าหมายธุรกิจหลักในปี 2569 ทางบริษัทจะมุ่งเน้นที่การขยายศักยภาพในด้านการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เติบโตเร็วอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งทางบริษัทได้วางแผนจัดเตรียมระบบปฏิบัติการเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ทั้งการเปิดโรงงานใหม่และการประกาศลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินที่ประเทศสโลวาเกีย เพื่อรองรับลูกค้าในยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงมีการขยายฐานการผลิตที่ประเทศอินเดีย โดยมุ่งเน้นการขยายระบบปฏิบัติการเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

งบลงทุน 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ+10%
ปี 2569 ตั้งงบประมาณในการลงทุนไว้ราว 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมทั้งกันงบสำรอง (Buffer) ไว้อีก 10% ซึ่งที่ผ่านมายังคงเป็นไปตามแผน โดยงบฯส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารโรงงานใหม่ การจัดซื้อเครื่องจักร รวมถึงอุปกรณ์การทดสอบระบบต่าง ๆ สำหรับสายการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพราะขณะนี้ กำลังการผลิตรวมของบริษัทเริ่มเข้าใกล้เต็มขีดความสามารถแล้ว จึงต้องเร่งขยายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ปีที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดดำเนินการโรงงานใหม่ไปแล้ว 2 แห่งที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 รวมถึงมีแผนที่จะขยายเพิ่มอีก 2 แห่งในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยงบลงทุนจะเน้นไปที่การก่อสร้างอาคารและระบบเครื่องจักรสำหรับรองรับความต้องการในอนาคต

ปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์
บริษัทฯกำลังมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Mix) โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอัตรากำไรต่ำ บริษัทได้เริ่มปรับลดสัดส่วนลงและเปลี่ยนไปมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่สร้างการเติบโตได้ดีกว่า

บริษัทได้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง

การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะยาวเพื่อมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน และรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทให้ก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

บริษัทฯ ยังยืนเป้าหมายการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรในระดับ 2 หลักอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตรากำไรนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ซึ่งในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและน่าจะรักษาระดับนี้ไว้ได้

​นอกจากนี้ การใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและมีอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งได้

ทยอยย้ายการผลิต AI มาไทย
บริษัทฯ ยังมีการย้ายฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในส่วนที่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพลังงาน (Power Products) ในขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มขยายฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบการระบายความร้อน (Thermal Solution) กลุ่ม Liquid Cooling เป็นสินค้าใหม่ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
โดยในระยะแรกมีการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบการระบายความร้อนด้วยของเหลว เช่น CDU (Cooling Distribution Unit) และส่วนประกอบพัดลมขนาดใหญ่ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการนำชิ้นส่วนระบบทั้งหมด (Full System) เข้ามาผลิตในประเทศไทย แต่ต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมด้านอาคารและสายการผลิตเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

รายได้ค่าสิทธิเพิ่ม
​ในส่วนของค่าสิทธิ (Royalty Fee) นั้น คาดว่าจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมียอดผลิตและการขายที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่บริษัทได้รับโอนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยทีมวิศวกรของเดลต้าฯ เข้ามาสู่ฐานการผลิตในไทยมากขึ้น จึงส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าค่าสิทธิที่บริษัทต้องบริหารจัดการ

ในแง่ของมูลค่าเงินค่าสิทธิ (Royalty) ผลิตภัณฑ์บางรายการที่ถูกออกแบบโดยทีมวิศวกรของเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ประเทศไทย แต่มีการนำไปผลิตและใช้ทรัพยากรด้านวิศวกรรมที่กระจายอยู่ทั้งในเยอรมนี ไต้หวัน และบางส่วนในประเทศจีน บริษัทมีการเรียกเก็บค่าสิทธิจากบริษัทแม่สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

บริษัทมองว่ามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตและการขายที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากภาพรวมยอดขายและรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการย้ายฐานการผลิตกลุ่มสินค้ามายังประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มูลค่าเม็ดเงินในส่วนของค่าสิทธิ (Royalty) ปรับตัวสูงขึ้น

​ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาในเชิงของอัตราส่วน (Percentage) ของค่าสิทธิเมื่อเปรียบเทียบกับฐานรายได้รวม แม้จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 2 แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงไตรมาสแรกของปี

สำหรับหลักเกณฑ์ในการตกลงจ่ายค่าสิทธินั้น จะเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยมีการประเมินร่วมกับหน่วยงานอิสระและผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นรายปี เพื่อให้การคำนวณสอดคล้องกับอัตราการเรียกเก็บของอุตสาหกรรม

คำสั่งซื้อไตรมาส 2 ยังดี
นายวิคเตอร์ ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยเป้าหมายการเติบโต 2 หลักต่อเนื่องจากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
​ภาพรวมของคำสั่งซื้อนั้น โดยปกติแล้วลูกค้าหลักจะมีการประมาณการขอบเขตของโครงการ (Volume) มาให้ล่วงหน้า และบริษัทจะได้รับข้อมูลการคาดการณ์ (Rolling Forecast) ในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งในส่วนของวัตถุดิบหลักที่จะต้องใช้ในการผลิตนั้น มีระยะเวลาการจัดหา (Lead Time) ประมาณ 3 เดือน ซึ่งยอดคำสั่งซื้อถือว่ามีความมั่นคงและสามารถนำมาวางแผนเพื่อสร้างรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า

เจรจาลูกค้าแบ่งต้นทุน
จากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ทางบริษัทเปิดเผยว่าต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบต่อต้นทุนขั้นพื้นฐานในหลายด้าน โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายเออร์ ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนการใช้เคมีภัณฑ์ของบริษัทจะยังไม่มากนัก แต่หากแนวโน้มการขึ้นราคาและภาวะสินค้าขาดแคลนยังคงยืดเยื้อ จะส่งผลให้ต้นทุนของส่วนประกอบอื่นปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

​บริษัทฯมีการเจรจากับลูกค้าเพื่อแบ่งรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับค่าขนส่งที่แปรผันตามราคาน้ำมัน โดยสินค้าที่เป็นรูปแบบ FOB (Free on Board) บริษัทฯไม่มีความกังวลในเรื่องต้นทุนขนส่ง เนื่องจากลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง แต่ลูกค้าในกลุ่ม Landed Base ทางบริษัทจะต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาเจรจาปรับราคาต่อไป

บริษัทฯต้องเฝ้าระวังเรื่องการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ที่มาจากปิโตรเลียม ซึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการ แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาต้นทุนยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง บริษัทอาจต้องพิจารณาทบทวนแผนงานอีกครั้ง แต่โดยภาพรวมในปัจจุบันสถานการณ์การดำเนินงานของบริษัทยังคงเป็นไปอย่างปกติและอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่ง

​เศรษฐกิจโลกซบแต่ AI ไปต่อ

นายวิคเตอร์ คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น อัตราเงินเฟ้อ สภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น และประเด็นทางการค้า แม้จะมีแรงกดดันในระยะสั้นต่ออุตสาหกรรมทั่วโลกจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และความล่าช้าในการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เดล ประเทศไทย ยังคงระมัดระวังและมองโลกในแง่ดี โดยมีคำสั่งซื้อที่ยืนยันและสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยโดยผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับ AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งยังคงสนับสนุนการเติบโต แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

จากข้อมูล IMF ในเดือนเมษายน 2569 คาดว่ส GDP โลกจะมีการเติบโตชะลอตัวลงเหลือ 3.1% โดยอัตราเงินเฟ้อโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.4% ในปีนี้ และลดลงเหลือ 3.7% ในปี 2570 แนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นหากผลผลิตจาก AI เพิ่มขึ้นหรือความตึงเครียดทางการค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม มีผลการดำเนินงานที่ดี แม้ว่าความเชื่อมั่นโดยรวมจะอ่อนตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมเนื่องจากความคาดหวังด้านอุปสงค์ที่อ่อนแอลง

โดยประเทศไทยได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมาตรการจูงใจในการลงทุนที่สำคัญจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI โดยกลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ารวมอย่างน้อย 5 แสนล้านบาทภายในปี 2572

สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ภาคธุรกิจต้องชะลอการลงทุนและการจ้างงาน ในขณะที่การเติบโตโดยรวมชะลอตัว ในขณะเดียวกัน ราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและบีบอัตรากำไรในหลายอุตสาหกรรม

สำหรับ เดลต้าฯ ในประเทศไทย ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการในภาคการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ การเติบโตได้รับการสนับสนุนจากโครงการต่างๆ ร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมและการยอมรับเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมและโซลูชัน IIoT อย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานได้รับแรงหนุนจากการปรับปรุงกำหนดการส่งมอบโครงการให้ทันเวลาและสภาวะตลาดที่แข็งแกร่ง การเติบโตส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความคิดริเริ่มของรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงระบบกริดให้มีความทันสมัย

บริษัท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย ยังได้รับการยอมรับจาก Clean 200 ซึ่งเป็นรายชื่อบริษัทที่มีการจัดอันดับระดับโลกที่สร้างรายได้จากธุรกิจสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้การประเมินที่เข้มงวด โดยนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นอกจากนี้ เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ยังได้รับรางวัล 2568 Global Star Award สำหรับโรงงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู และโรงงานนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ซึ่งถือเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในด้านการจัดการโรงงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

​รวมถึง ร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานผ่านกิจกรรม Open House Wellness 2569 โดยมีการยกระดับสถานพยาบาลภายในบริษัทให้เป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรที่ให้บริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานการแพทย์สาธารณะ ซึ่งโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของเดลต้า ในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก โดยบูรณาการความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เข้ากับระบบสวัสดิการในสถานที่ทำงานสำหรับพนักงานของบริษัท

​ในด้านธุรกิจ ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อสนับสนุนกองทุน Angel Fund 2569 ผ่านการให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรม โดยมุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพในประเทศไทยและเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนเงินทุนและอำนวยความสะดวกในการจับคู่ธุรกิจสำหรับกิจกรรมพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ภายใต้แนวคิด Angel Fund: Scaling Commercial Ventures ซึ่งจะช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบและปรับปรุงโซลูชันนวัตกรรมให้มีความเหมาะสมก่อนขยายสู่เชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือทางธุรกิจ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ บริษัท ยาร่า พาวเวอร์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการจำหน่ายและติดตั้งระบบพลังงานสะอาด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 โดยความร่วมมือนี้มุ่งเน้นที่การคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสนับสนุนความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และทันสมัยในประเทศไทย โดยเดลต้าจะทำงานร่วมกับยาร่า พาวเวอร์ อย่างใกล้ชิด เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) รวมถึงผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เกี่ยวข้อง

 

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–