ดาวโจนส์ปิดบวก 340 จุด ทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิง ผลประกอบการสดใส

HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดบวก 340 จุด ดัชนี S&P 500 ควง Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากทรัมป์ ขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน บวกกับรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ช่วยหนุนความเชื่อมั่น ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์กลับมาทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average) วันที่ 22 เมษายน 2569 ปิดที่ 49,490.03 จุด เพิ่มขึ้น 340.65 จุด หรือ +0.69% ขณะที่ดัชนี S&P 500
และ Nasdaq ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน บวกกับรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งก็ช่วยหนุนความเชื่อมั่นเช่นกัน

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,137.90 จุด เพิ่มขึ้น 73.89 จุด, +1.05%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,657.57 จุด เพิ่มขึ้น 397.60 จุด, +1.64%

ในวันอังคารหลังจากตลาดปิดไม่นาน ทรัมป์ได้ขยายเวลาหยุดยิง 2 สัปดาห์ออกไปอย่างไม่มีกำหนดเป็นไปตามคำขอของปากีสถานผู้ไกล่เกลี่ย โดยกล่าวว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำเนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกอย่างรุนแรง

การขยายเวลาหยุดยิงของทรัมป์ช่วยบรรเทาความตึงเครียดได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงมีผลอยู่ ความพยายามที่จะเจรจารอบใหม่ล้มเหลว โดยทรัมป์อ้างว่ายากที่จะจัดการกับรัฐบาลอิหร่านที่แตกแยกอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่าการเจรจาเป็นการเสียเวลาเนื่องจากสหรัฐฯ ขาดความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงก่อนหน้านี้

แม้ทรัมป์จะขยายเวลาหยุดยิงออกไปแล้วก็ตาม กองทัพเรืออิหร่านกล่าวเมื่อวันพุธว่าได้ยึดเรือบรรทุกสินค้าสองลำในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากความตึงเครียดยังคงมีอยู่ในเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ยังคงปิดอยู่

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากลพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แต่ด้วยดัชนี Nasdaq ที่ซื้อขายอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เบน ฟุลตัน จาก WEBs Investments เชื่อว่านักลงทุนเริ่มมองข้ามสถานการณ์ในตะวันออกกลางไปแล้ว และหุ้นสหรัฐฯ จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ง่ายกว่าตลาดต่างประเทศนับจากนี้เป็นต้นไป เมื่อพิจารณาถึงแรงหนุนที่คาดว่าจะมาจากผลประกอบการที่ประกาศออกมา

ผลประกอบการที่ดีในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของผู้บริโภคในสหรัฐฯ แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่านก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงยังคงมีอยู่ เนื่องจากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

หุ้น Boeing เพิ่มขึ้น 5.5% หลังจากบริษัทรายงานผลขาดทุนในไตรมาสแรกที่น้อยกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ หุ้น GE Vernovaพุ่งขึ้นเกือบ 14% หลังจากรายได้ในไตรมาสแรกของบริษัทสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งสองบริษัทอยู่ในกลุ่มบริษัทกว่า 80% ของดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไปแล้วและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของ FactSet

หุ้น United Airlines ร่วงลง 5.58% หลังจากคาดการณ์กำไรในไตรมาสที่สองและทั้งปีต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและทำให้แนวโน้มในระยะสั้นไม่แน่นอน

ข้อมูลของ LSEG ระบุว่า การเติบโตของกำไรในไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 14% ขณะที่ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่า การคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในดัชนี S&P 500 สำหรับปี 2026 และ 2027 เพิ่มขึ้น 4% ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม

ดัชนีเทคโนโลยี S&P 500 ปรับตัวขึ้นประมาณ 2.31% และเป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นได้ดีที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P โดยมีหุ้นกลุ่มชิปอย่าง Micron Technology เป็นผู้นำ ซึ่งพุ่งขึ้น 8.48% ปิดที่ราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 487.48 ดอลลาร์ ดัชนีเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นใน 15 จาก 16 วันทำการที่ผ่านมา

ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia SE Semiconductor Index) เพิ่มขึ้น 2.72% เป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 16 วัน ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์

หุ้น Seagate พุ่งขึ้น 3.57% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Barclays ปรับคำแนะนำการลงทุน เป็น Overweight

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เป็นการปรับลงต่อเนื่องวันที่สามติดต่อกัน เนื่องจากสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ขณะที่นักลงทุนยังประเมินผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคด้วย

อิหร่านยึดเรือสองลำในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อิหร่านกระชับการควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมชายฝั่งอิหร่านโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อไป

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 613.88 จุด ลดลง 2.15 จุด, -0.35%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,476.46 จุด ลดลง 21.63 จุด, -0.21%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,156.43 จุด ลดลง 79.28 จุด, -0.96%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,194.90 จุด ลดลง 75.97 จุด, -0.31%

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อตลาด โดยผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ราคาน้ำมันแตะระดับ 100 ดอลลาร์ เนื่องจากประกาศหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนดของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียว โดยทั้งอิหร่านและอิสราเอลยังไม่มีสัญญาณว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลง

กลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2.3% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กลุ่มวัสดุและเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 1.7% และ 0.6% ตามลำดับ

หุ้น ASM International ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปคอมพิวเตอร์พุ่งขึ้น 7.1% หลังจากคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่สองสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นๆ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยผู้ผลิตชิปและซัพพลายเออร์จากเยอรมนีอย่าง Aixtron และ Infineon เพิ่มขึ้นกว่า 3% ในขณะที่ ASML และ BESI เพิ่มขึ้น 1% และ 1.9% ตามลำดับ

หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ ลดลง 2.1% จากต้นทุนพลังงานที่สูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นกลุ่มการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศลดลง 2.4%

หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมลดลง 1.9% หุ้น Deutsche Telekom ร่วงลง 4.8% หลังจากมี

รายงานว่าบริษัทกำลังพิจารณาควบรวมกิจการกับ T-Mobile US อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการควบรวมและซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทมหาชนในด้านเศรษฐกิจมหภาค ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเขตยูโรโซนลดลงในเดือนเมษายน ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ หรือ 3.67% ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ หรือ 3.48% ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–