HoonSmart.com>>สถาบันจัดอันดับเรทติ้งชั้นนำของโลก มูดี้ส์ฯเพิ่มมุมมองไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง กกร.ชมต่างชาติเชื่อมั่นไทยมากขึ้น ด้านนายกฯเผย ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.ไฟเขียว”ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดกำลังซื้อ ลุ้น “คนละครึ่งพลัส” เฟสใหม่ ได้วงเงินมากกว่าเดิม ตั้งเป้าให้สิทธิ 20-30 ล้านคน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (21 เม.ย.2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก มูดี้ส์อินเวสเตอร์สเซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
“การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยมุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”นายเอกนิติกล่าว
Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญในการปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเป็นมีเสถียรภาพ ดังนี้
1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป
2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)
3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย
4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ตํ่ากว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน
5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมี.ค.2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45-50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล
ผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทาง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว ส่วนในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต
ทางด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ “วัตถุประสงค์และประสิทธิภาพในการใช้เงิน” ในการขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการคลังยังคงมีอยู่สูงมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเพิ่มภาระงบประมาณและกดดันรายได้ภาครัฐในอนาคต ดังนั้น กกร. เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพสูงสุด” ผ่านนโยบายแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Policy) ที่สามารถวัดผลได้ และตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แทนการอุดหนุนในวงกว้าง เห็นได้จากแผนที่จะเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งจะลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน สร้างความยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะ สร้างงานใหม่ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลาง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยงาน Think Tank และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ทั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ล่าสุดเผยว่าประเทศต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และควรหันมาใช้มาตรการแบบเฉพาะกลุ่มและชั่วคราวแทน
“ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.นี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก ในวันจันทร์ที่ 27 เม.ย.นี้ มีวาระสำคัญ คือ เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเดินหน้าตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา รวมถึง โครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย โดยมีการเชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้ามาหารือด้วย
ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ขอให้นายเอกนิติเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด แต่ในหลักการคือ เรื่องใดที่มีประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะดำเนินการอยู่แล้วส่วนกรณีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% นายกรัฐมนตรี ปฎิเสธตอบคำถาม
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลที่เหมาะสม เบื้องต้น ตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการนี้ราว 20-30 ล้านคน วงเงินกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา จะออกโมเดลแบบไหน จะให้ช่วงระยะการใช้จ่ายเงินยาวนานขึ้น เป็น 4-6 เดือน หรือลดระยะเวลาน้อยลง ถ้าให้ยาวเดือน เดือนละ 500 บาท 1,000 บาท หรือจะให้สั้นเดือน เดือนละ 2,000 บาท ก็ขึ้นกับการประเมินสถานการณ์ ว่าถ้าเป็น 20 ล้านคน รัฐบาลใช้เงินเท่าไร หรือถ้าเป็น 30 ล้านคน รัฐบาลใช้เงินเท่าไร
