HoonSmart.com>>บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ เผยก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงิน ลั่น 2569 เป็นปีแห่งการ “เทิร์นอะราวด์” เดินหน้าลุยธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เต็มสูบ หลังแก้หนี้หุ้นกู้สำเร็จ ได้รับวงเงินใหม่ 2 หมื่นล้านบาท พร้อมรักษาศักยภาพการทำกำไรจากธุรกิจพลังงานสะอาด
นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และนายธนรัฐ โรจนวิภาต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ และวางแผนการลงทุน บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ (EA) ร่วมให้ข้อมูลงบการเงิน ผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 ว่า ปัจจุบันทางบริษัทมีสัญญา Binding Contract ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นปีที่การส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ามีความคึกคักอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของการร่วมมือกับกลุ่มนครชัยแอร์ (NCA) ที่จะนำรถยนต์ไฟฟ้าไปให้บริการในส่วนของ ขสมก. ซึ่งถือเป็นเมเจอร์สำคัญของยอดขาย
นอกเหนือจากนั้น ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในต่างจังหวัด ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือเชียงใหม่ รวมถึงรถโดยสารที่นำมาวิ่งในลักษณะของรถสาธารณะ ก็มียอดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่สูงเท่ากับยอดของ ขสมก. แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี
สำหรับประเด็นเรื่องรายได้จากการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (Transition) จากเดิมที่เป็น Project-based ไปสู่ Recurring Income นั้น ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โลจิสติกส์ของประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัว โดยก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายอาจยังรอดูสถานการณ์ (Wait and See) ว่าจะเปลี่ยนมาเป็นรถ EV หรือไม่ แต่เมื่อเกิดวิกฤตความขัดแย้งและสงคราม ทำให้ยอดออเดอร์เริ่มเข้ามามากขึ้น
นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้ในประเทศจีนเอง สัดส่วนรถเชิงพาณิชย์ที่เป็น EV สูงถึง 30% ของรถจดทะเบียนใหม่ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้ Costing ของรถที่บริษัทนำมาจำหน่ายในประเทศไทยมีราคาที่ถูกลง และทำให้ราคาของรถ EV เชิงพาณิชย์มีราคาใกล้เคียงกับรถดีเซลมากขึ้น
“เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ของบริษัท จากที่เน้นขายเป็น Project-based จะเริ่มขยายไปสู่กลุ่ม Consumer หรือกลุ่มโลจิสติกส์มากขึ้น โดยเรายังคงยึดแนวทางเดิมคือ การนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจร (Logistics Solution) ทั้งตัวรถ ระบบชาร์จ และการมีระบบ Monitoring ให้กับลูกค้า”นายวสุ กล่าว
นายวสุ กล่าวว่า บริษัทได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่ถือว่าหนักที่สุดไปแล้ว ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่บริษัทได้รับในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทให้ความมั่นใจว่า จากนี้ไปบริษัทจะดำเนินงานอย่างระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำสองอีก
ขณะนี้ กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ (Turning Point) ที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต โดยมีธุรกิจกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial EV) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่สำคัญที่จะนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
ในส่วนของสถานะทางการเงิน บริษัทมีความมั่นใจว่าได้ก้าวข้ามปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในอนาคตจะไม่ประสบปัญหาดังกล่าวอีก สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ จะเป็นปีที่บริษัทมุ่งมั่นนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงศักยภาพและการเติบโตที่แท้จริงของบริษัทอีกครั้ง
การจัดการวิกฤติ
ด้านการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต (Crisis Management) และการปรับโครงสร้างทางการเงิน (Financial Reset) ซึ่งในขณะนี้ถือได้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ได้คลี่คลายลงและเข้าสู่ภาวะปกติเกือบครบถ้วนแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ในสถานะที่พร้อมจะกลับมาดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ อย่างเต็มตัว เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตและกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับผลกระทบในช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ จะมุ่งเน้นไปที่โครงการสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้แก่บริษัทในระยะยาว โดยมีโครงการหลักที่น่าจับตามอง ได้แก่ โครงการพลังงานลม (Wind Project) จำนวน 2 โครงการ และโครงการธุรกิจพลังงานขยะ (Waste-to-Energy) จำนวน 16 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการ WDA อีก 110 คัน ซึ่งโครงการเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง
ในด้านวิสัยทัศน์ระยะยาว (Long-term Vision) บริษัทจะยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นความระมัดระวังเป็นสำคัญ ทั้งการพิจารณาผลตอบแทนที่เหมาะสม และการควบคุมความเสี่ยงอย่างรอบคอบ รวมถึงบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุนและการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (OpEx Optimization) อย่างต่อเนื่องมาตลอดปี 2568 โดยเฉพาะในหน่วยธุรกิจที่อาจยังทำผลงานได้ไม่ดีนัก รวมถึงหน่วยธุรกิจใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการในปีนี้
โครงการพลังงานสะอาดแกร่ง
ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นรายได้หลักสูงถึง 68% สัญญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานหมุนเวียนของบริษัทส่วนใหญ่เป็นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Perpectual ซึ่งมีระยะเวลาสัญญาละ 5 ปีต่อเนื่องกัน
บริษัทสามารถรักษาระดับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ให้สูงกว่า 92% ได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและเสถียรภาพของกระแสเงินสดของบริษัทได้อย่างชัดเจน
สำหรับโครงการในปัจจุบัน ประกอบด้วย โครงการบริหารจัดการขยะที่เกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้ดำเนินการลงนามสัญญา COD ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยโครงการนี้มีความสามารถในการกำจัดขยะได้สูงสุดถึง 100 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของโครงการภายใต้ธุรกิจ Waste-to-Energy
นอกจากนี้ ยังมีโครงการใหม่ที่ได้รับรางวัล (Awards) ภายใต้โครงการ Wind Project อีก 2 โครงการ ได้แก่
โครงการที่ 1 ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการ COD ได้ภายในปี 2571 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลงนามสัญญา PPA โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้
โครงการที่ 2 ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น คาดว่าจะสามารถดำเนินการ COD ได้ในปี 2572 โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการลงนามสัญญา PPA เช่นเดียวกัน
ทั้ง 2 โครงการนี้มีกำลังการผลิตรวมกันอยู่ที่ 180 เมกะวัตต์
อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการลงนามในสัญญาเช่าซื้อรถโดยสารไฟฟ้ากับกลุ่ม NCA (นครชัยแอร์) จำนวน 1,510 คัน ซึ่งถือเป็นโครงการที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ของบริษัท โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถได้ภายใน 1 ปี และจะช่วยเร่งการผลิตของโรงงานรองรับออเดอร์ในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับรถโดยสารไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
ในด้านการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน (ESG) บริษัทประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับจาก Dow Jones (DJSI) เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และมีคะแนน ESG Score เพิ่มขึ้นจาก 80 คะแนนในปี 2567 เป็น 83 คะแนนในปี 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ย้อนรอยแก้หนี้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ตั้งแต่เรื่องการถูกกล่าวโทษจากทาง ก.ล.ต. ต่อผู้บริหาร รวมถึงการถูกดาวน์เกรดจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทในขณะนั้น นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญความท้าทายในการบริหารจัดการเรื่องสภาพคล่องของบริษัทอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัทได้เริ่มแผนฟื้นฟูทางการเงิน (Financial Reset) ตั้งแต่ต้นปี โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นทุกท่าน ที่ได้เพิ่มทุนเข้ามาผ่านตัว Capital Infusion และ Lifeline จำนวนกว่า 7,400 ล้านบาท รวมไปถึงการทำ Corporate Restructuring ในช่วงกลางปี และการลงนามในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงิน ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
การจัดการเรื่องหุ้นกู้นั้น บริษัทได้รับการอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการชำระคืนหุ้นกู้ ทั้ง 12 ซีรีส์ จากทั้งหมด 14 ซีรีส์ เรียบร้อยแล้ว
บริษัทยังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้การดำเนินงานของบริษัทกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และบริษัทได้รับรางวัลสำหรับ 2 โครงการ ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของบริษัทได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ วงเงินกู้ 20,000 ล้านบาทดังกล่าว สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลัก คือ
ส่วนที่ 1 วงเงิน 14,000 ล้านบาท ใช้สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ (Re-balance) หุ้นกู้เดิม โดยการขยายระยะเวลาออกไป เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท
ส่วนที่ 2 วงเงิน 6,000 ล้านบาท โดย 3,000 ล้านบาทแรก จะเป็นเงินสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยง และส่วนที่เหลือจะใช้สำหรับรองรับการชำระค่าใช้จ่ายหรือภาระเงินต้นและดอกเบี้ยของหุ้นกู้และเงินกู้จากสถาบันการเงิน
ส่วนที่ 3 วงเงิน 3,000 ล้านบาทสุดท้าย สำหรับใช้สิทธิ์ Prepayment ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ทั้ง 12 ซีรีส์ที่ได้อนุมัติให้ขยายเวลาออกไป
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า
ผลประกอบการปี 2568
ผลประกอบการ ประจำปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 13,600 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 26% ซึ่งรายได้หลักมาจาก 2 ส่วน คือ โครงการโซลาร์ลำปางที่สิ้นสุดไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และธุรกิจ EV รวมถึงธุรกิจไบโอดีเซล
สำหรับรายการพิเศษหรือ Non-cash item ที่เกิดขึ้นในงบการเงิน ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท พบว่าในปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวม 7,200 ล้านบาท ประกอบด้วยสินทรัพย์ประมาณ 3,800 ล้านบาท และส่วนที่เกี่ยวข้องกับมูลค่ารวมถึงการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในปีที่ผ่านมาประมาณ 3,300 ล้านบาท
หากพิจารณาจาก EBITDA และ Net profit จะเห็นได้ว่าหากหักรายการ Non-cash item ออกไปแล้ว บริษัทฯ ยังคงมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี โดยมี EBITDA อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท และมี Net profit อยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท
ในด้านความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทฯ พบว่าในปี 2568 บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ถึง 8,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ทำได้ 7,800 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงการพลังงานหมุนเวียนที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท
ในส่วนของโครงสร้างทางการเงิน ตัวชี้วัด IBD to Equity มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยลดลงจาก 1.89 เหลือเพียง 1.38 ในขณะเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566–2568) บริษัทมีการชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยหนี้ลดลงจาก 60,000 ล้านบาทในปี 2566 เหลือ 47,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการหนี้สินของบริษัทได้เป็นอย่างดี
