HoonSmart.com>>”ทหารไทยธนชาต”(TTB) เปิดผลงานไตรมาส 1/69 เข้าเป้า กำไรสุทธิ 5,169.79 ล้านบาท โต 1.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 1.3% จากไตรมาส 4 ที่ผ่านมา คุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ คุมหนี้เสียประมาณ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง ทรงตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส ยกระดับ 3 ด้านหลัก ตั้งสำรอง 3,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% QoQ กันชนรองรับความเสี่ยง การบริหารผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หนุนลูกค้าเต็มที่ ส่วนธุรกิจ 9 เดือนที่เหลือเดินหน้าอย่างรอบคอบ
ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB) รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 1/2569 มีกำไรสุทธิ 5,169.79 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.06 บาท เพิ่มขึ้น 1.4%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,096.01 ล้านบาท หรือ 0.05 บาทต่อหุ้น (YoY) และลดลง 1.3%จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 5,240 ล้านบาท (QoQ) ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ หนี้เสียทรงตัว พร้อมยกระดับใน 3 ด้านหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกันชนรองรับความเสี่ยง การบริหารผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และการสนับสนุนลูกค้าภายใต้โครงการต่าง ๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% ยังคงอยู่ในระดับสูง
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ รวมถึงการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป การบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม
ธนาคารสามารถรักษาระดับกำไรสุทธิได้ที่ 5,170 ล้านบาทใกล้เคียงกับ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4/ 2568 และ 5,096 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 สะท้อนผลจากการปรับใช้กลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและภาวะดอกเบี้ยขาลง ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อกระตุ้นรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการนำศักยภาพด้านดิจิทัลมายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการด้านต้นทุน
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงมีเสถียรภาพ โดยธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ที่ระดับประมาณ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ในไตรมาสนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงราว 1% จากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.9% ซึ่งยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ธนาคารจึงยกระดับการป้องกันความเสี่ยง โดยได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองหนี้รวม 3,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนที่ 3,631 ล้านบาท แต่ลดลง 12.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของผู้ถือหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
อีกหนึ่งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ได้แก่ การยกระดับการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE)ผ่านการขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยธนาคารได้เตรียมขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุม AGM เพื่อเพิ่มเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) เทียบกับวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท กรอบเวลา 3 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน เช่น กำไรต่อหุ้น(EPS) และ ROE อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อราคาหุ้นจากความผันผวนในตลาดหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
และท้ายสุด ได้แก่ การยกระดับการสนับสนุนลูกค้า ผ่านการเปิดตัวโครงการ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งทีทีบีถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้ในการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงสานต่อโครงการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 11,000 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 4,400 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 73,600 ราย และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,990 ล้านบาท และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีลูกค้าที่อยู่ภายใต้โครงการราว 77,500 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 39,000 ล้านบาท
การดำเนินโครงการเหล่านี้ตอกย้ำความร่วมมือของทีทีบีกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบต่อไป พร้อมเดินหน้ายกระดับการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน 6 Ecosystem และมุ่งสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ในกลุ่มลูกค้า Wealth ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ และกลุ่มมนุษย์เงินเดือน จากการให้บริการสินเชื่อมอเตอร์ไซต์ ผ่านบริษัท ทีทีบี ลีสซิ่ง ซึ่งมีแผนเปิดตัวกลางปีนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร นอกจากนี้ ทีทีบียังพร้อมสนับสนุนแนวทางของธปท. ในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน รวมไปถึงการดูแลพนักงานของเราด้วยเช่นกัน
ด้านผลการดำเนินงานรายการหลักๆ ณ สิ้น ไตรมาส 1/2569 สินเชื่ออยู่ที่ 1,178 พันล้านบาท ลดลง 2.2% QoQ เป็นไปตามการชำระคืนหนี้ตามกำหนดของลูกค้า ซึ่งยังคงมากกว่าการเติบโตสินเชื่อใหม่ที่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมายยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร
ส่วนเงินฝากอยู่ที่ 1,256 พันล้านบาท ลดลง 1.1% QoQ ตามเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเชิงกลยุทธ์สำหรับลูกค้ารายย่อย เช่น เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และ เงินฝาก ttb all fee ยังคงขยายตัวได้ดี ด้านเงินฝากกระแสรายวันเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวด้านเงินฝากเป็นไปตามแผนบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงิน โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำรงสภาพคล่องในระดับสูง สะท้อนได้จากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่อยู่ที่ 94%
กลยุทธ์ด้านสินเชื่อและเงินฝากที่มีประสิทธิภาพได้ช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 1 ค่อนข้างทรงตัวหรือลดลงเพียง 1.0% QoQ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10.2% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน รายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ทั้งนี้ ธนาคารยังคงเน้นย้ำการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย
ด้านฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.7% และ 17.7% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
บล.บัวหลวงวิเคราะห์หุ้น TTB รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 4,600 ล้านบาท (สูงกว่าคาด 14%) เพิ่มขึ้น 22% YoY (ผลบวกจากการรวมธุรกิจหลักทรัพย์เข้ามา) แต่ลดลง 5% QoQ ส่วน NIM อยู่ที่ 2.97% ลดลง 0.17% YoY และ 0.01% QoQ ผลกระทบจาก loan yields ลดลง Credit cost อยู่ที่ 1.34% (สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 1.25%) ลดลงจาก 1.49% ในไตรมาสแรกปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 1.21% ในไตรมาส 4ที่ผ่านมา
สำหรับ TTB ตั้งสำรองส่วนเพิ่ม 1,600 ล้านบาทในไตรมาสนี้ขณะที่ NPLs/loans ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.87% สิ้นปีก่อน มาที่ 2.89% ณ สิ้น ไตรมาสแรกและ loan-loss coverage ratio ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 152.2% มาที่ 153.9% โดยรวมแล้วประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ TTB ค่อนข้างทรงตัว QoQ
” เราคาดกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2จะทรงตัว YoY และ QoQ แม้ NIM จะอ่อนตัวลง แต่จะถูกชดเชยด้วยแนวโน้ม credit cost ที่อ่อนตัวลง กำไรรวมทั้งปีนี้จะลดลง YoY และยังกังวลแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์จะฟื้นตัวล่าช้า นอกจากนี้ TTB ยังมี valuation metrics แพงกว่ากลุ่มฯ จึงแนะนำขาย”บล.บัวหลวงระบุ
ราคาหุ้น TTB ปิดที่ 2.26 บาท บวก0.04 บาทหรืือ +1.80% ครึ่งวันที่ 20 เม.ย.2569
