AAV ชูอีบิทดา JUMP+แตะ 1.7 หมื่นลบ.ปี 71 โตยั่งยืนเพิ่มเค้ก 45%อัพคุณภาพ ลุยธุรกิจใหม่

HoonSmart.com>>”เอเชีย เอวิเอชั่น”(AAV) ตั้งเป้า EBITDA ปี’71 ทะยานขึ้นแตะ 1.7 หมื่นล้านบาท 3 ปีเติบโตเฉลี่ย 29.5% มั่นใจทำได้เทียบกับเฉลี่ย 35.9% ในปี 62-68 โครงการ JUMP+ ทำให้ปิ๊งไอเดียใหม่ ใช้ดิจิทัล-ดาต้าเพิ่มประสิทธิภาพ บริการ ลดต้นทุน เสนอธุรกิจใหม่ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผู้โดยสารภายในประเทศจาก 41% เป็น 45% 

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) เสนอแผนเพิ่มมูลค่าของบริษัทผ่านโครงการ JUMP+ ว่า การเติบโตของ AAV  ไม่ได้มองเพียงรายได้อย่างเดียว แต่ยังมองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และการให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลย้อนกลับมาต่อการเติบโตของรายได้ และผลประกอบการ

นอกจากนี้การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการเติบโตมากยิ่งขึ้น สามารถยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพและความสุขของพนักงาน ในการให้บริการและเพิ่มธุรกิจใหม่  เช่น การเพิ่มน้ำหนักกระเป๋ามีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า แบ่งย่อยเป็นซื้อน้ำหนัก1 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม ราคาก็จะถูกลง   ลดเวลาเช็คอิน 1 ชั่วโมงจากการแข่งขันใช้ AI เข้ามาช่วย  เพื่อคงความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการบินภายในประเทศ

นายศิรภพ ปภัทธนนันท์ ผู้จัดการอาวุโสนักลงทุนสัมพันธ์  AAV กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมาย EBITDA ในปี 2571 เติบโตแตะ 1.7 หมื่นล้านบาท จากปี 2568-2571 เติบโตเฉลี่ย 29.5% เทียบกับเติบโตgฉลี่ย 35.9% ที่ทำได้ในปี 2562-2568  แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่บริษัทคิดว่าจะทำได้  โดยมีส่วนแบ่งตลาดของผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 45%จากสูงสุด 41% ในปี 2568 การวัดประสิทธิภาพจะวัดจากต้นทุนที่ไม่รวมน้ำมัน จากปีก่อน อยู่ที่ 1.19 บาท เหลือ 1.15 บาท ต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการชำระเงิน ปรับปรุงขั้นต้นการทำงานให้เหมาะสมกับภาวะธุรกิจยิ่งขึ้น (SOPs) เพื่อตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป

เป้าหมายตั้งอยู่บนสมมติฐานการเติบโตของรายได้จากทั้งธุรกิจสายการบินซึ่งเป็นธุรกิจหลัก และการศึกษาธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจบริการภาคพื้นที่สนามบิน รวมทั้งการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดหาและซ่อมอากาศยาน การเจรจาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสนามบิน การปรับโครงสร้างช่องทางการจำหน่าย เพิ่มสัดส่วนการขายผ่านช่องทางของบริษัทเอง 55% จากปัจจุบันอยู่ที่ 35% ความพึ่งพอใจของลูกค้า และตรงต่อเวลาไม่ต่ำกว่า 85% ผ่านการทำกลยุทธ์ด้านราคาที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายนี้ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนก.พ.2569 ที่ผ่านมา ดังนั้นเป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่กับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นสำคัญ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาค

นอกจากนี้บริษัทมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นสายการบินชั้นนำในตลาดภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าและการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านราคา การให้บริการ และคุณภาพประสบการณ์ของผู้โดยสารตลอดเส้นทางการเดินทาง เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว และรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในอุตสาหกรรมการบินที่มีการแข่งขันสูง

บริษัทมีแผนพัฒนาโครงสร้างราคาค่าบริการและรูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยการนำดาต้าและดิจิทัลมาช่วย อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและพฤติกรรมการเดินทาง เพื่อออกแบบข้อเสนอที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในด้านราคา บริการเสริม และรูปแบบแพ็กเกจการเดินทาง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากบริการเสริม

ในปี 2568  AAV  มีรายได้จาการขายและการให้บริการอยู่ที่ 45,691 ล้านบาท EBITDA 7,835 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 23% ที่ 10,171 ล้านบาท อีบิทดามาร์จิ้นที่ 17.1% จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยมีกำไรสุทธิ 2,336 ล้านบาท กำไรปกติ 303 ล้านบาท ไม่รวมกำไรอัตราแลกเปลี่ยน นับเป็นกำไรติดต่อกัน 3 ปี มีกระแสเงินสด 4,202 ล้านบาท D/E  ที่มีภาระดอกเบี้ย 0.9 เท่า

สำหรับบริษัทฯเริ่มต้นให้บริการด้วยเครื่องบินเพียง 2 ลำ ในปี 2547  ปัจจุบันผ่านมา 22 ปี มีจำนวนเครื่องบิน 62 ลำ ให้บริการลูกค้า 240 ล้านคน โดยมีรายได้หลักจากกาขายตั๋ว 82.7% และ 17.3% มาจากรายได้บริการเสริม คงความเป็นผู้นำตลาด ส่วนภาพรวมนักท่องเที่ยว ททท.คาดปีนี้จำนวน 206 ล้านบาท เติบโต 2% จาก 202 ล้านคน จำนวนกรวมแซง จำนวนหน้าช่วงโควิดไปแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาด 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายแรกที่ 36.7 ล้านคน จากปีก่อนเข้ามารวมทั้งสิ้น 33 ล้านคน