SNNP ใช้งบ JUMP+ ปรับไลน์ผลิต “เจเล่” ตั้งเป้ารายได้ปี’71 แตะ 6,800 ล้านบ.

HoonSmart.com>>ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง กางแผน JUMP+ 3 ปี ปักธงรายได้ปี 2571 แตะ 6,800 ล้านบาท ใช้งบ 6 ล้านบาท อัปเกรดระบบออโตเมชันไลน์การผลิตเจเล่ หวังลดต้นทุนหนุนอัตรากำไรขั้นต้นเข้าใกล้ 30% พร้อมชู ‘เจเล่ ชิววี่’ เป็น Game Changer ทลายกำแพง Seasonal ดันยอดขายเสถียรตลอดปี รุกบุกตลาดอินโดนีเซียสร้าง New S-Curve โตแกร่งภายใต้หลักธรรมาภิบาล

นายศุภโชค บำรุงพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัทศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) เปิดเผยถึงกลยุทธ์หัวหอกสำคัญอย่าง โครงการ “Jump+” ภายใต้สายการผลิต เจเล่ บิวตี้ หรือ Jele Beautie ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตครั้งใหญ่ เนื่องจากไลน์การผลิตเดิมใช้งานมานานเฉลี่ยกว่า 13 ปี จนเกิดข้อจำกัด ทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงและความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินค้าที่ไม่คงที่ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2571 ไว้ที่ 6,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.1% จากปี 2568

กราฟฟิค เอไอ ข้อมูลจาก SNNP

บริษัทจึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุน 6 ล้านบาท นำร่องติดตั้งระบบอัตโนมัติ (Automation) ในไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ 1 ไลน์ ในไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ของจีเล่ (Jele) จากทั้งหมด 4 ไลน์ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิต ขึ้นอีก 20% หรือประมาณ 216,000 คาร์ตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มเจเล่ ลดอัตราของเสีย (Waste) ในกระบวนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะช่วยดันอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ให้เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 1.4% มั่นใจสามารถคืนทุน ได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน
​นอกจากเรื่องกำไรแล้ว การปรับใช้ระบบอัตโนมัติยังช่วยลดการใช้แรงงานในส่วนของการตรวจสอบ (Inspection) เพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ (Product Quality) และลดความผิดพลาดจากกระบวนการ Manual ได้อย่างมีนัยสำคัญ

กราฟฟิค AI ข้อมูลจาก SNNP

บริษัท วางตัว “เจเล่ ชิววี่” (Jele Chewy) เป็น “Game Changer” ตัวจริง ที่มีการปรับปรุง จากเดิมที่เยลลี่ต้องแช่เย็นถึงจะอร่อย แต่ตัวนี้ไม่ต้องแช่เย็นก็อร่อยเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเครื่องดื่มแก้กระหายมาเป็นขนมเคี้ยวเพลินที่บริโภคได้ทุกที่ทุกเวลา

ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างกำไรที่สูงกว่าสินค้าดั้งเดิมอย่าง Jele Beautie โดยปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยดันเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GP Margin รวมของบริษัทให้เข้าใกล้ระดับ 30%

สำหรับทิศทางในปี 2569 มั่นใจรายได้จะเติบโตที่ระดับ 15% ผ่านสูตรลับ “กำไร 3 ต่อ” ได้แก่ การปรับ Product Mix เน้นสินค้า High Margin, การรับรู้ผลจากการลดต้นทุนกว่า 136 ล้านบาท และการประหยัดต่อขนาด เมื่อยอดขายพุ่งสูงขึ้น

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ บริษัทวางหมากให้ “อินโดนีเซีย” เป็น New S-Curve ที่จะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สอดรับกับฐานการผลิตระดับภูมิภาคที่มีโรงงานรวม 6 แห่งใน 3 ประเทศ ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม พร้อมส่งออกสินค้าไทยไปไกลถึง 41 ประเทศทั่วโลก โดยมี “เบนโตะ” และ “เจเล่” เป็นหัวหอกหลักในการเจาะตลาดต่างประเทศ ขณะที่ฐานการผลิตในเวียดนามเริ่มขยายการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มโอเชียเนียและอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ประมาทต่อสถานการณ์โลกในปี 2569 ที่อาจเผชิญปัจจัยลบจากภาวะสงครามซึ่งกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อ จึงเน้นการบริหารจัดการต้นทุน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้าน ESG ทั้งการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่มีกรรมการอิสระเกินครึ่งบอร์ด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว

​ปัจจุบันบริษัทได้จัดทำ “บัญชีก๊าซเรือนกระจก” เพื่อประเมินการปล่อยมลพิษของตนเอง และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซฯ ในระดับ Scope 1 และ Scope 2 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากสถิติปี 2022-2023 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสีเขียวที่เติบโตไปพร้อมกับสังคม

ด้านการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล มีบอร์ดอิสระทรงคุณวุฒิ 6 คน จากจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด 11 คน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสมดุลแห่งอำนาจและการบริหารงานด้วยความโปร่งใส เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น คณะกรรมการแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์สูงในหลากหลายสาขา ช่วยให้การตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์มีความรอบคอบและครอบคลุมทุกมิติความเสี่ยง มีทีมบริหารที่ประกอบด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่และมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทำให้มีความคล่องตัวในการปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่นและติดตามการเติบโตของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำมั่นว่า SNNP จะยังคงรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม และไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าและยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม”นายศุภโชค กล่าว

​ทั้งนี้ SNNP แบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Snack นำโดยแบรนด์แชมเปี้ยนอย่าง “เบนโตะ” และ “โลตัส” Beverage นำโดยแบรนด์ “เจเล่” และ “เมจิกฟาร์ม”
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์น้องใหม่ที่เริ่มทำตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ ช็อคกี้, เบเกอรี่เฮ้าส์ และอันปัน รวมถึงธุรกิจ Non-core ภายใต้บริษัท “สิงโป” ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าครอบคลุมร้านค้าส่งกว่า 3,600 แห่ง และร้านค้าปลีกกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศไทย