ประกันชีวิตลุยเป้าเบี้ย 7 แสนล้านบ. เมกะเทรนด์สุขภาพ-เกษียณ หนุน

HoonSmart.com>>สมาคมประกันชีวิตไทย คาดเบี้ยประกันทั้งปีโต 2.5% -3.5% รวมเกือบ 7 แสนล้านบาท สังคมผู้สูงอายุ ความตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแผนทางการเงินระยะยาว การออมเพื่อการเกษียณ การรับมือกับภาระค่ารักษาพยาบาล                                                                                                          นางนุสรา (บัญญัติปิยพจน์) อัสสกุล นายกสมาคมประกันชีวิตไทย คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 2.5% ถึง 3.5% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวมเกือบ 7 แสนล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากโครงสร้างประชากรไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Super Aged Society) ส่งผลให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินระยะยาว การออมเงินเพื่อการเกษียณ ตลอดจนการทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) และค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ปัจจัยเชิงบวกด้านความตระหนักรู้ของประชาชนจะมีสูง แต่ภาคธุรกิจยังต้องรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น ภาวะกำลังซื้อของครัวเรือนกลุ่มฐานรากที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและตลาดการเงินที่กระทบต่อการบริหารผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ประเภทสะสมทรัพย์ ตลอดจนข้อกำหนดทางกฎหมายและเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

​หนึ่งในเกณฑ์สำคัญคือการกำหนดให้ทุกบริษัทประกันชีวิตต้องส่งมอบกรมธรรม์ในรูปแบบ e-Policy ผ่านระบบ Custodian ของ คปภ. ให้ครบถ้วนภายในสิ้นปีนี้ ควบคู่กับการงดรับเงินสดและการเปลี่ยนผ่านกระบวนการชำระเบี้ยสู่ระบบดิจิทัล (Digital Premium Payment) เพื่อป้องกันปัญหาการฉ้อฉลและยกระดับความโปร่งใสในอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้วางนโยบายหลัก 4 ด้าน สำหรับช่วง 1 ปีข้างหน้า ได้แก่

1.การสนับสนุนและพัฒนากระบวนการทำงานสู่ความยั่งยืน โดยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค

2.การยกระดับเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูล นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด

3.การสร้างความตระหนักรู้และการเข้าถึง ขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ (Personalization) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล

4.การยกระดับขีดความสามารถของสมาคมฯ พัฒนาองค์กรกลางสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการทำงานภายใน

ด้านฐานะการเงินของอุตสาหกรรม มีกองทุนตามระดับความเสี่ยง (CAR Ratio ) ของภาคธุรกิจโดยเฉลี่ยยังคงแข็งแกร่งเกินระดับ 400% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 140% อย่างมาก สะท้อนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงของธุรกิจประกันชีวิตไทยในการรองรับความเสี่ยงทุกรูปแบบ

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี ธุรกิจประกันชีวิตสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 341,523 ล้านบาท โต 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยคิดเป็นสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ GDP ที่ระดับ 3.68%

​โครงสร้างเบี้ยประกันภัยรับรวมจำแนกตามประเภทกรมธรรม์ พบว่า เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) มีมูลค่า 68,000 ล้านบาท โต 8.1%

เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) มีมูลค่า 247,783 ล้านบาท โต 6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ (Persistency Rate) อยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 84% และคิดเป็นสัดส่วน 73.55% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด

เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premium) ปรับตัวลดลง 19%

​ในแง่ของประเภทผลิตภัณฑ์สัญญาลัก ผลิตภัณฑ์แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) ยังคงครองสัดส่วนสูงสุดที่ 62.6% ของเบี้ยรับรวม ตามด้วยผลิตภัณฑ์แบบตลอดชีพ (Whole Life) สัดส่วน 25.80% ขณะที่สัญญาเพิ่มเติม (Rider) โดยเฉพาะประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง มียอดเบี้ยรับรวมสูงถึง 83,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21.81% ของพอร์ตผลิตภัณฑ์ทั้งหมด สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นการคุ้มครองความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาลอย่างชัดเจน

​ด้านช่องทางการจำหน่าย ช่องทางตัวแทนยังคงเป็นช่องทางหลักด้วยสัดส่วน 48.23% ของเบี้ยรับรวม ตามมาด้วยช่องทางธนาคาร (Bancassurance) สัดส่วน 41% นายหน้าประกันชีวิตเกือบ 6% และช่องทางดิจิทัลแม้ยังมีสัดส่วนปริมาณเบี้ยไม่ใหญ่มากนักที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 77.5% แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เริ่มเปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น

​ภาคธุรกิจยังคงเร่งปรับตัวนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลมาใช้อนุมัติกรมธรรม์ ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน และรองรับมาตรการทางกฎหมาย เช่น การส่งมอบกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) และการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของสมาคมฯ ย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีจะต้องควบคู่ไปกับ “Human Touch” หรือการบริการด้วยมนุษย์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

​สำหรับการลงทุนของภาคธุรกิจ ณ ไตรมาสแรก สินทรัพย์การลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเน้นความมั่นคงสูง โดยลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน) สัดส่วน 84.45% ตราสารทุน 9.63% และการให้กู้ยืมและการลงทุนอื่น ๆ อีก 5.92% ซึ่งสมาคมฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวังเพื่อให้สอดคล้องกับภาระผูกพันระยะยาวและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17

ทั้งนี้ บริษัทประกันชีวิตต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรับประกันและการบริหารสินทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS 17 ที่กำหนดให้บริษัทต้องรับรู้ผลขาดทุนทันทีตลอดอายุสัญญาหากการขายผลิตภัณฑ์นั้นไม่ก่อให้เกิดกำไร ภาคธุรกิจจึงหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล (PAR), ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) รวมถึงประกันภัยคุ้มครองชีวิตและสุขภาพระยะยาว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านภาระดอกเบี้ยการันตีในระยะยาว