MAGURO 3 ปี JUMP+ รายได้แตะ 4 พันล้านบ. ปักธง 100 สาขา ส่ง 3 แบรนด์ ลุย ภูเก็ต พัทยา

HoonSmart.com>>มากุโระ กรุ๊ป เปิดยุทธศาสตร์ JUMP+ โตก้าวกระโดดปี 69-71 มั่นใจรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท พร้อมกำไร 370 ล้านบาท ขยายอาณาจักรแตะ 100 สาขา เตรียมส่ง 3 แบรนด์ใหม่ “ข้าวมันไก่คราฟต์-แกงกะหรี่ร้อยปี-ซูชิสายพานยักษ์” ลงสนามปี’70 รุกต่างจังหวัดนำร่อง “พัทยา-ภูเก็ต” ด้านระบบหลังบ้านจัดเต็มทั้ง ERP-POS ใหม่ ยื่นขอใบเซอร์ฯ CAC ปี’ 70 สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ตอกย้ำความยั่งยืนด้วยโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนไวใน 3 ปี สู้ศึกต้นทุนวัตถุดิบผันผวน

นายจักรฤกติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) พร้อมด้วย นายพีรพล สถิรยากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายทรัพยากรบุคคล/เลขานุการบริษัท บริษัท มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ร่วมแถลงแผนยุทธศาสตร์การเติบโต 3 ปี (2569-2571) ภายใต้โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้บริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย หรือ JUMP+ ว่า บริษัทฯมีการตั้งเป้าการเติบโต เฉลี่ยปีละ 30% ใน 2 ปีแรกของแผน และ 20% ในปีสุดท้ายของแผน ซึ่งเป็นความท้าทายแต่เป็นไปได้ โดยดูจาก Track Record ในปี 2567 ที่ผ่านมาซึ่งเติบโตถึง 31% และปี 2568 ที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 44%

ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้แตะ 2,500 ล้านบาท พร้อมขยายสาขาเพิ่ม 15-20 แห่ง และยกเครื่องระบบหลังบ้านด้วย ERP และ POS ใหม่ทั้งหมด

ปี 2570 วางเป้ารายได้ 3,300 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 20 แห่ง พร้อมเริ่มกลยุทธ์ Standard Brand และ Custom-made มากขึ้น รวมถึงการบุกตลาดต่างจังหวัด

​ปี 2571 ปักธงรายได้ที่ 4,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิคาดการณ์อยู่ที่ 370 ล้านบาท และตั้งเป้ามีสาขารวมทั้งสิ้นกว่า 100 สาขา

หมายเหตุ:กราฟฟิค เอไอ ข้อมูลจาก MAGURO

หมัดเด็ด 3 แบรนด์ใหม่ บุกตลาดปี’69

ปัจจุบันบริษัทมี 7 แบรนด์ รวม 53 สาขา แต่ภายในสิ้นปี 2569 จะเพิ่มเป็น 10-11 แบรนด์ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ
​Chopman แบรนด์ข้าวมันไก่สไตล์ Craft ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง
​Ippekoppe ร้านข้าวแกงกะหรี่ชื่อดัง (Top 100 จากญี่ปุ่น) ในรูปแบบแฟรนไชส์
​Kaiten Sushi Ginza Onodera โปรเจกต์ยักษ์ “ซูชิสายพาน” ที่เน้นพื้นที่ขนาดใหญ่ ตอบรับเทรนด์อาหารญี่ปุ่นที่ยังแรงต่อเนื่อง

แม้จะขยายตัวอย่างรวดเร็วปีละ 15-20 สาขา แต่บริษัทมั่นใจในศักยภาพการจัดการ โดยเฉพาะการเลือกทำเลที่เกาะไปกับ Mega Project ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นโซนพหลโยธิน (เซ็นทรัล), สยาม หรือโซนบางนา (Bangkok Mall) รวมถึงการศึกษาโมเดลการบุกต่างจังหวัดในปี 2570 ทั้งแบบร้านเดี่ยว (Standalone) และการไปพร้อมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อสร้าง Economy of Scale ให้แข็งแกร่งที่สุด

​ในปี 2569 คือแผนการขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยบริษัทเล็งเห็นศักยภาพของ 2 พื้นที่หลักที่มีกำลังซื้อใกล้เคียงกรุงเทพฯ ได้แก่ ชลบุรี (พัทยา) มุ่งเน้นทำเลในศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล บีช พัทยา
​ภูเก็ต รับอานิสงส์จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของกลุ่มเซ็นทรัลที่มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า High-end

​แบรนด์ที่จะถูกส่งไปชิมลางในต่างจังหวัดคือ Maguro (มาคุโระ) ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีความหลากหลายของเมนู และ Hitori Shabu (ฮิโตริ ชาบู) เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ติดตลาด มีฐานลูกค้ากว้าง และอาหารประเภทชาบูญี่ปุ่นกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดแมส ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ และจะรุกหนักอย่างเต็มตัวในปีหน้าเป็นต้นไป

ทั้งนี้ บริษัทฯมุ่งรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ที่ 48-49% แม้จะเผชิญกับภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ โดยบริษัทเน้นการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาฐานกำไรให้สอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้ในแต่ละปี แต่ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการทุ่มงบประมาณจัดแคมเปญโปรโมชันอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครบรอบ 10 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GP บ้างแต่ช่วยรักษาระดับยอดขายไว้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ได้วางเป้าหมายท้าทายให้ทุกฝ่ายผลักดันตัวเลข SSSG ให้กลับมาเป็น “บวก” โดยใช้ระบบดาต้าเข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อออกแบบโปรโมชันที่แม่นยำ ลดการสูญเสียกำไร (Sacrifice GP) ให้น้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันหากไม่นับรวมสาขาที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงแรกอย่าง โทคุเซ็น และ คูคู ยอดขายในส่วนอื่นๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ในการบริหารความเสี่ยงความผันผวนของต้นทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ เน้นการใช้

​1. ปรับโมเดลการใช้คน ยกระดับประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี แม้จำนวนพนักงานจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัว แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับการขยายแบรนด์ เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยบริหารจัดการ ส่งผลให้พนักงาน 1 คน สามารถดูแลรับผิดชอบได้ถึง 2-3 แบรนด์ในเครือ พร้อมยังคงรักษาฐานลูกค้าหลักในกลุ่ม Target Group ระดับ B+ ไว้อย่างเหนียวแน่น

2. บริหารต้นทุนวัตถุดิบ สู้ความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
​ปลาแซลมอน ย้อนหลัง 7 ปี ราคาเคยต่ำสุดที่ 270 บาท และสูงสุดกว่า 550 บาท ปัจจุบันราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 400 บาทต้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ดี และปัจจุบันบริษัทลดการพึ่งพาแซลมอนเพียงอย่างเดียวลงด้วยการขยายแบรนด์ที่หลากหลายขึ้น
​เนื้อหมูและเนื้อวัว ราคามีการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อบ้าง แต่บริษัทได้เตรียมแผนจัดหาวัตถุดิบสำรอง (Backup Supplier) ไว้รองรับอย่างต่อเนื่อง
​ผักสด แม้จะเป็นสินค้าตามฤดูกาลที่อาจราคาสูงขึ้น 3-5% ในช่วงภัยแล้งหรือน้ำท่วม แต่ในภาวะปกติถือว่าทรงตัวและกระจายความเสี่ยงได้ดี

​3.Action เร็ว บริหารจัดการสต็อกแม่นยำ เพื่อรับมือกับต้นทุนเงินเฟ้อและค่าขนส่งจากราคาน้ำมันและบรรจุภัณฑ์ที่ผันผวน ได้เสริมความแข็งแกร่งผ่าน 4 แนวทางหลัก ด้วยการขยายฐานคู่ค้าและ Supplier เพื่อกระจายความเสี่ยง ทำการเซตระบบการจัดเก็บและเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำการปรับราคาและโครงสร้างเมนูให้เหมาะสมกับทั้งผู้บริโภคและรักษา Margin ของบริษัท และ มีการปรับปรุงเมนูแบบ Real-time ตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบ เพื่อให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดได้ทันท่วงที

ปักหมุดใบเซอร์ฯ CAC ปี 70

นอกจากแผนธุรกิจ บริษัทยังให้ความสำคัญกับ Governance Plan 3 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับต่อต้านคอร์รัปชัน ​ระบบรับเรื่องร้องเรียน และ ความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ​
เป้าหมายใหญ่ในปีนี้คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สะอาดและโปร่งใส โดยการเข้าร่วมโครงการ แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) ซึ่งได้ทำการยื่นใบสมัครแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประเมินและอบรมพนักงานทุกระดับ คาดว่าจะได้รับการรับรองมาตรฐาน CAC ภายในปี 2570 และจะรักษามาตรฐานนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้านการป้องกันปัญหาการทุจริตภายใน องค์กรได้พัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียน (Internal Control) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการพัฒนาเว็บไซต์หรือหน้าเพจเฉพาะสำหรับการร้องเรียนโดย “ไม่ต้องระบุตัวตน” เพื่อให้ทั้งพนักงานและลูกค้ากล้าให้ข้อมูลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือผลกระทบย้อนหลัง
​เพิ่มความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และลดช่องโหว่การโอนเงิน ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เงินสดลดลงจากการชำระผ่านบัตรเครดิตและเงินโอน จากฐานสมาชิกในระบบกว่า 300,000 ราย ต้องให้ความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า (Data Privacy) เป็นอันดับต้นๆ โดยเตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (Third Party) เข้ามาเจาะระบบเพื่อหาจุดอ่อนและทดสอบความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อลูกค้ามั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่นำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำโปรโมชันหรือเมนูใหม่ๆ จะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและไม่รั่วไหล

ติด Solar Rooftop ลดต้นทุนไฟฟ้า-คืนทุนไวใน 3 ปี

สำหรับแผนขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน Climate Action หรือ แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 5-15% จากปี 2568 ปล่อยคาร์บอนสูงถึง 460 ตัน บริษัทกำหนดแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยวางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบขั้นบันได โดยจะ​ทำการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป นำร่องที่โครงการ The Flavorhood ที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงถึง 300,000 บาทต่อเดือน จะใช้งบ 2,000,000 บาท คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ 16,000 – 17,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ทันที 60,000 – 70,000 บาทต่อเดือน
​คาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 2 – 3 ปี เท่านั้น