HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 115 จุด ดัชนี Nasdaq ทำนิวไฮต่อเนื่อง ความหวังยุติสงคราม ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เผยอิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิงชั่วคราว “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย จับตาความคืบหน้าปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 16 เมษายน 2569 ปิดในแดนบวกโดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์(all-time high)ครั้งใหม่ ทั้งระหว่างวันและปิดตลาด ต่อเนื่องจากที่ปรับขึ้นแข็งแกร่งในสัปดาห์นี้จากความหวังในความเป็นไปได้ที่จะยุติสงครามกับอิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าอิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านติดขัดมาโดยตลอด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 48,578.72 จุด เพิ่มขึ้น 115.00 จุด, +0.24%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,041.28 จุด เพิ่มขึ้น 18.33 จุด, +0.26%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,102.70 จุด เพิ่มขึ้น 86.69 จุด, +0.36%
ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นกลุ่มเทคโนโลยีทำผลงานบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 12 ซึ่งเป็นการทำสถิติติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ในสัปดาห์นี้ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 3.3% และ 5.2% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1%
ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าเขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ซึ่งอิสราเอลและเลบานอนตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งจะเริ่มต้นเวลา 17.00 น. ตามเวลาในสหรัฐ
ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวว่า การที่อิสราเอลยุติการโจมตีเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจากันทางอ้อมเพื่อขยายเวลาหยุดยิงสองสัปดาห์ที่จะหมดอายุในวันที่ 22 เมษายน โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นชอบกับการขยายเวลา คาโรลีน เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคง “มีส่วนร่วมอย่างมากในการเจรจาเหล่านี้”
ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจาแบบพบปะกันต่อหน้าครั้งต่อไประหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจเกิดขึ้น “อาจจะสุดสัปดาห์หน้า”
หุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มเทคโนโลยี เป็นแรงหนุนให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้น
ในช่วง 12 วันที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเนำการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ หุ้น TSM ร่วงลงมากกว่า 3% แม้ว่าผลประกอบการรายไตรมาสจะแสดงให้เห็นถึงความต้องการ AI ที่แข็งแกร่งก็ตาม
หุ้น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ ก็ร่วงลงมากกว่า 4% ต่อเนื่องมาจากวันก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงสร้างผลกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งการเติบโตนี้เป็นประเด็นสำคัญของตลาดหุ้น
ตลาดยังรอการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดย Netflix จะรายงานหลังปิดตลาด
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 11,000 ราย สู่ระดับ 207,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 217,000 ราย
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และประเมินผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เพิ่งประกาศออกมา
ตลาดหุ้นในภูมิภาคต่างๆ มีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน โดยดัชนี DAX ของเยอรมนีและ FTSE 100 ของลอนดอนปรับขึ้น
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 616.95 จุด ลดลง 0.32 จุด, -0.05%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,589.99 จุด เพิ่มขึ้น 30.41 จุด, +0.29%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,262.70 จุด ลดลง 11.87 จุด, -0.14%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,154.47 จุด เพิ่มขึ้น 87.77 จุด, +0.36%
แหล่งข่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 ลงครึ่งหนึ่ง และปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปี 2027 ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
ความหวังที่ว่าสงครามกับอิหร่านอาจใกล้สิ้นสุดลงแล้วเริ่มมีมากขึ้น แม้อิหร่านจะเตือนว่าอนาคตโครงการนิวเคลียร์ยังคงไม่แน่นอน
ดัชนี STOXX 600 ใกล้จะฟื้นตัวจากที่ร่วงลงทั้งหมดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความกังวลยังคงมีอยู่ว่าการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นอย่างมาก
ขณะที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทในยุโรปกำลังมีขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนต่างมองหาข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น
ในกลุ่มต่างๆ เทคโนโลยีและพลังงานช่วยหนุนดัชนี โดยเพิ่มขึ้น 1.5% และ 0.7% ตามลำดับ
บริษัทซอฟต์แวร์ได้รับแรงหนุน โดย SAP ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 3.5% ขณะที่ Dassault Systemes และ Capgemini เพิ่มขึ้นมากกว่า 2.5%
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มการเงินฉุดดัชนีหลักลงอย่างหนัก โดยลดลง 1% หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลดลง 1.8% โดย Safran และ Rolls-Royce ลดลง 3.4% และ 2.4% ตามลำดับ
กลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน โดย Ryanair ลดลง 6.4% Lufthansa ของเยอรมนีกลายเป็นสายการบินรายใหญ่รายแรกที่ต้องระงับการบินเนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินสูง ขณะที่ easyJet ของอังกฤษกล่าวว่ายอดจองต่ำกว่าปีที่แล้ว ทั้งสองบริษัทลดลง 3.4% และ 5% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 3.40 ดอลลาร์ หรือ 3.72% ปิดที่ 94.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 4.70% ปิดที่ 99.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

