HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐ ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 301 จุด ดัชนี S&P 500 ฟื้นตัวกลับมาได้ทั้งหมดจากร่วงลงในสงครามอิหร่าน นักลงทุนต่างหวังว่าในที่สุดจะมีการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะขู่ทำลายเรือที่ขัดขวางการปิดล้อมของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 13 เมษายน 2569 ปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ฟื้นตัวกลับมาได้ทั้งหมดจากที่ร่วงลงในสงครามอิหร่าน แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง เพราะนักลงทุนต่างหวังว่าในที่สุดจะมีการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่าจะทำลายเรือที่ขัดขวางการปิดล้อมของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average)ปิดที่ 48,218.25 จุด เพิ่มขึ้น 301.68 จุด, +0.63%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,886.24 จุด เพิ่มขึ้น 69.35 จุด, +1.02%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,183.74 จุด เพิ่มขึ้น 280.84 จุด, +1.23%
ในช่วงต้นของการซื้อขาย ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 400 จุด หรือประมาณ 0.9% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.4% ที่ระดับต่ำสุดของวัน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง 0.5%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนตลาดโดยรวม โดยหุ้นซอฟต์แวร์อย่าง Oracle และ Palantir Technologies ปรับตัวขึ้นเกือบ 13% และมากกว่า 3% ตามลำดับ ซึ่งช่วยให้ดัชนี S&P 500 ฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำนับตั้งแต่สงครามอิหร่าน
ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าฝ่ายบริหารของเขาได้รับการติดต่อจากอิหร่านเมื่อเช้าวันจันทร์เพื่อเจรจาข้อตกลง
ทรัมป์กล่าวว่า “เราได้รับการติดต่อจากอีกฝ่ายแล้ว” และเสริมว่า “พวกเขาอยากทำข้อตกลงอย่างมาก”
สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การติดต่อระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ และผู้นำอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปหลังจากการเจรจาในกรุงอิสลามาบัด และ “มีความคืบหน้าไปสู่การบรรลุข้อตกลง”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ โดยการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง และหลังทรัมป์สั่งปิดกั้นการจราจรทางทะเลทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่ว่าจะทำลายเรืออิหร่านลำใดก็ตามที่เข้าใกล้การปิดล้อมของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 10.00 น. วันจันทร์(13 เมษายน 2569)
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่ปิดกั้นเรือที่ใช้ช่องแคบเพื่อไปยังท่าเรือนอกอิหร่าน ขณะที่อิหร่านประกาศจะโจมตีท่าเรือทั้งหมดในอ่าวเปอร์เซียหากศูนย์กลางพลังงานของประเทศถูกคุกคาม
การเจรจาที่ล้มเหลวในอิสลามาบัดได้ทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งว่าสงครามอิหร่านจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและจะยังคงสร้างความตึงเครียดให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกต่อไป ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นกว่า 4% ราคาน้ำมัน Brentระหว่างประเทศ ปรับขึ้นกว่า 4%
คลาร์ก เบลลิน ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bellwether Wealth กล่าวว่า นักลงทุนกำลังกลับมาทบทวนและประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นอีกครั้ง เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อราคาน้ำมันและสภาวะตลาดโดยรวม และเห็นได้ชัดว่าจะมีการข่มขู่กันมากขึ้นในเส้นทางน้ำนี้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในสัปดาห์นี้
BlackRock ได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคจากสงครามที่ “จำกัด” รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทต่างๆ จะสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตในอนาคต
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองเดือนมีนาคมจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) ซึ่งลดลง 3.6% มาที่ 3.980 ล้านหน่วยต่อปีเมื่อปรับตามฤดูกาล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025
ส่วนความเคลื่อนไหวหุ้นรายตัว Goldman Sachs ร่วงลง 2% แม้เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยผลกำไรที่แข็งแกร่ง นักลงทุนรอผลประกอบการไตรมาสแรกของ Bank of America, Wells Fargo, Citigroup, JPMorgan Chase, Morgan Stanley รวมไปถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
ทั้งการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยจากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลง เนื่องจากความคาดหวังเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วลดลง หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว และการตัดสินใจของวอชิงตันที่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ
ดัชนีหุ้นยุโรปโดยรวมเข้าใกล้ระดับก่อนสงครามมากกว่าระดับต่ำสุดในช่วงกลางเดือนมีนาคม ตลาดหุ้นระดับภูมิภาคที่สำคัญก็ปรับตัวลงเช่นกัน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับ 613.88 จุด ลดลง 0.96 จุด, -0.16%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ระดับ 10,582.96 จุด ลดลง 17.57 จุด, -0.17%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ระดับ 8,235.98 จุด ลดลง 23.62 จุด, -0.29%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ระดับ 23,742.44 จุด ลดลง 61.51 จุด, -0.26%
การปิดล้อมทางทหารของสหรัฐฯ ได้เริ่มขึ้นแล้ว ขณะที่อิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย หากท่าเรือของอิหร่านถูกคุกคาม
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นผลักดันราคาน้ำมันให้สูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อซึ่งยังคงเป็นประเด็นสำคัญนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
หุ้นกลุ่มการเงินเพิ่มขึ้น 1.2% บริษัทฟินเทคสัญชาติอังกฤษ Wise เพิ่มขึ้น 6.5% หลังจากปริมาณการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนรายไตรมาสพุ่งสูงขึ้นก่อนการเปิดตัวในตลาด Nasdaq
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับแรงกดดันในสัปดาห์ที่แล้ว บริษัท Rheinmetall ของเยอรมนีและ BAE Systems ของสหราชอาณาจักรต่างเพิ่มขึ้นมากกว่า 2%
กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มดูแลสุขภาพเป็นปัจจัยถ่วงดัชนีหลัก หุ้นของ Deutsche Telekom ร่วงลง 6% หลังจากแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองเดือนก่อนหน้านี้ หลังจากที่ JP Morgan ปรับลดเป้าหมายราคาของบริษัทเยอรมันลง
ราคาหุ้น LVMH ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าหรูของฝรั่งเศสลดลงเล็กน้อย หลังกล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยยอดขายลดลงในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย
ในส่วนของนโยบายการเงิน ตลาดกำลังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เกือบ 3 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.51 ดอลลาร์ หรือ 2.6% ปิดที่ 99.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 99.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

