กองทุนรวม Q1/69 โตแผ่ว 0.85% สงครามฉุด AUM มี.ค.วูบ 1.8 แสนลบ.

HoonSmart.com>>”กองทุนรวม” ถูกแรงกดดันจากสงครามฉุด มูลค่า AUM เดือนมี.ค.วูบ 1.8 แสนล้านบาท ดึงภาพรวม Q1/69 โตแผ่ว 0.85% อยู่ที่ 6.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.49 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 68 “กองทุนหุ้น” มูลค่าเพิ่มขึ้น สวนทาง “กองทุนตราสารหนี้” ลดลง ด้านบลจ.กสิกรไทย ยังครองแชมป์บริหารเงินสูงสุด 1.46 ล้านล้านบาท ฟาก “บลจ.ดาโอ” โตสูงสุด 36.78%

ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวม ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 (สิ้นสุด 31 มี.ค.2569) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ทั้งสิ้น 6,520,794 ล้านบาท เติบโต 54,902 ล้านบาท หรือ +0.85% จากสิ้นปี 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 6,465,892 ล้านบาท จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ทั้งหมด 23 แห่ง ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 (ข้อมูลสมาคมบริษัทจัดการลงทุน : AIMC) โดยมีจำนวนกองทุน 3,475 กองทุน จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 3,411 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วงเกิดความขัดแย้งตะวันออกกลางในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ฉุด AUM เดือนมี.ค.วูบ 182,346 ล้านบาท หรือ -2.72% จากมูลค่า AUM สิ้นเดือนก.พ.ขึ้นไปแตะ 6.70 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยมูลค่ากองทุนหุ้นลดลงเดือนมี.ค. 131,139 ล้านบาท

สำหรับกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดในอุตสาหกรรม ณ ไตรมาส 1/69 มีมูลค่า AUM ที่ 3,181,160 ล้านบาท ลดลง 21,121 ล้านบาท หรือ -0.66% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 3,202,281 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 48.78% เมื่อเทียบกองทุนรวมทั้งระบบ

กองทุนตราสารทุน ขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง สัดส่วน 28.06% เมื่อเทียบทั้งระบบ มี AUM อยู่ที่ 1,829,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47,962 ล้านบาท หรือ +2.69% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,781,959 ล้านบาท

กองทุนรวมผสม มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิลดลงเล็กน้อย 774 ล้านบาท หรือ 0.16% มาอยู่ที่ 496,891 ล้านบาท

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 345,628 ล้านบาท ลดลง 5,453 ล้านบาท หรือ -1.55% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 345,628 ล้านบาท

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) AUM อยู่ที่ 322,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 348 ล้านบาท หรือ +0.11% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 322,031 ล้านบาท

หากแยกรายประเภทกองทุน กองทุนรวมเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) มีมูลค่าลดลงในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา 68,734 ลานบาท หรือ -4.68% ลงมาอยู่ที่ 1,398,699 ล้านล้านบาท จาก 1,467,433 ล้านบาท ณ สิ้นปีที่ผ่านมา

ขณะที่กองทุนรวมตลาดเงินหรือมันนี่ มาร์เก็ต มีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุน เพื่อพักเงินและรอจังหวะลงทุน ส่งผลให้ AUM เพิ่มขึ้น 57,195 ล้านบาท หรือ 14.63% จากสิ้นปีก่อนมาอยู่ที่ 448,084 ล้านบาท

“ThaiESG” ทะลุ 1 แสนล้าน

ด้านกลุ่มกองทุนลดหย่อนภาษี กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มี AUM อยู่ที่ 503,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,677 ล้านบาท หรือ 1.96% จากสิ้นปีก่อนหน้าอยู่ที่ 494,290 ล้านบาท โดยมีจำนวนกองทุนทั้งสิ้น 411 กองทุน เพิ่มขึ้น 4 กองทุน

กองทุนรวมไทยยั่งยืน (ThaiESG)มีมูลค่า AUM แตะ 101,586 ล้านบาท เติบโต 7,640 ล้านบาท หรือ 8.13% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนกองทุน 168 กองทุน เพิ่มขึ้น 28 กองทุน

กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) มีมูลค่า AUM อยู่ที่ 71,716 ล้านบาท ลดลง 347 ล้านบาท หรือ -0.48% จากปีก่อนหน้าและมีจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 1 กองทุน รวมเป็น 374 กองทุน

“บลจ.ดาโอ โตสูงสุด 36.78%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารสูงสุด จากจำนวนทั้งหมด 23 บลจ. ในไตรมาส 1/69 อันดับแรกยังเป็นบลจ.กสิกรไทย มูลค่า AUM อยู่ที่ 1,466,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,226 ล้านบาท หรือ 0.22% จากสิ้นปีก่อนหน้าและมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 22.49%

อันดับ 2 บลจ.ไทยพาณิชย์ มูลค่า 1,112,382 ล้านบาท ลดลง 14,833 ล้านบาท หรือ -1.32% ส่วนแบ่ง 17.06%

อันดับ 3 บลจ.กรุงไทย มูลค่า 818,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,170 ล้านบาท หรือ 2.78% ส่วนแบ่ง 12.56%

อันดับ 4 บลจ.บัวหลวง มูลค่า AUM อยู่ที่ 757,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,561 ล้านบาท หรือ 1.01% ส่วนแบ่ง 11.61%

อันดับ 5 บลจ.กรุงศรี มูลค่า 534,461 ล้านบาท ลดลง 16,235 ล้านบาท หรือ -2.95%

ในภาพรวมบลจ.ส่วนใหญ่ 23 แห่งมี AUM เพิ่มขึ้น มีเพียง 9 บลจ. AUM ลดลง ได้แก่ บลจ.เฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) ลดลงสูงสุด -24.46% รองลงมา บลจ.พรินซิเพิล -4.37% บลจ.วรรณ -3.01% บลจ.กรุงศรี -2.95% บลจ.บางกอกแคปปิตอล -2.65% (ปัจจุบันอยู่ระหว่างควบรวมกิจการกับบลจ.บัวหลวง) บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ -1.86% บลจ.ไทยพาณิชย์ -1.32% บลจ.ทิสโก้ -1.28% และบลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย) -1.20%

ขณะที่ 5 บลจ.ที่มี AUM เติบโตสูงสุด ได้แก่ บลจ.ดาโอ (ประเทศไทย) +36.78% หรือมูลค่า 6,575 ล้านบาท รองลงมาบลจ.ทาลิส +17.53% เพิ่มขึ้น 3,284 ล้านบาท บลจ.เอ็กซ์สปริง +13.86% เพิ่มขึ้น 322 ล้านบาท บลจ.เอ็มเอฟซี +7.92% เพิ่มขึ้น 30,209 ล้านบาทและบลจ.เอไอเอ +6.96% เพิ่มขึ้น 5,839 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ เผยว่าภาพรวมการลงทุนในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยรวมให้ผลตอบแทนเป็นลบ โดย ดัชนีหุ้นทั่วโลกคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง โดยก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าเงินทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และหมุนเข้าสู่ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าถูกกว่าและยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดี เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในกลุ่ม EM อื่นๆ

ปัจจัยหลักมาจากความกังวลว่า Valuation ของหุ้นเทคฯ อยู่ในระดับค่อนข้างตึงตัว ประกอบกับการลงทุนใน Data Center ของกลุ่ม Hyperscalers ที่อยู่ในระดับสูงมาก ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ โดยเฉพาะจาก 5 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะมีการลงทุนรวมสูงถึงประมาณ 6.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดัน sentiment หุ้นกลุ่มเทคฯของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา