HoonSmart.com>>”บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” แนะลดความผันผวนพอร์ตลงทุน ด้วยกลยุทธ์ Inflation Hedge ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อเร่งตัว ชู “ทองคำ” ยังน่าสนใจ คาดราคาปีนี้ 5,700 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ มอง “ตลาดหุ้นละตินอเมริกา-เอเชียเหนือ” เด่น กระจายลงทุน “หุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P500)-ยุโรป-ญี่ปุ่น-เวียดนาม” พร้อมตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกเสริมพอร์ตแกร่ง

นายปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนว่า บรรยากาศการลงทุนในไตรมาส 2 นี้ เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาส 1/69 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นตัวแปรหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็วและยังให้น้ำหนักประเด็นความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงานในวงกว้าง ซึ่งคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบอาจไปถึง 120-130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก จากเดิมทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลงและเอื้อต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่สถานการณ์ความขัดแย้งราคาพลังงานอาจทรงตัวระดับสูงเป็นเวลานาน ทำให้นักลงทุนมีการปรับพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดต้องปรับมุมมองและความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ โดยคาดว่าดอกเบี้ยอาจไม่ปรับลงภายในปีนี้และในการประชุมปลายเดือนเม.ย.นี้มีโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นดอกเบี้ย”นายปิยะทัศน์ กล่าว
พร้อมกันนี้ประเมินสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นจนกว่าจะมีการโจมตีกันอย่างรุนแรงและมีตัวกลางเข้ามา โดยภายในเดือนเม.ย.สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านหนักขึ้นและอิหร่านเองก็คงสู้ไม่ถอย จึงคาดว่าหากมีการเจรจาเกิดขึ้น ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐานลงอีกครั้งและน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของตลาด
นายปิยะทัศน์ กล่าวว่า สำหรับคำแนะนำการลงทุน เน้นการลดความผันผวนของพอร์ตภายใต้กลยุทธ์ Inflation Hedge โดยพิจารณาว่าหาตลาดหุ้นในภูมิภาคใดได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น หรือตลาดหุ้นใดมีสัดส่วนของหุ้นในอุตสาหกรรมพลังงานอยู่มาก และกลุ่มดังกล่าวถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นนั้นมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาพลังงานอย่างจำกัด อย่างไรก็ดี พอร์ตการลงทุนปีนี้ ควรให้น้ำหนัก “กระจายความเสี่ยง” เป็นหลักและเลือกกองทุนที่มีการกระจายตัวเหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลา
“ตลาดหุ้นบราซิล เป็นหนึ่งที่ตลาดที่น่าสนใจและได้รับการ Upgrade ซึ่งบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโต และเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและส่งออกสินค้าเกษตร จึงได้รับผลกระทบจากสงครามน้อย จึงมองโอกาสลงทุนในตลาดละตินอเมริกา และในระยะสั้นผู้ลงทุนควรหลีกเลี่ยงกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบกระจุกตัวสูง ควบคู่ไปกับการมองหาตลาดการลงทุนที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และมี Valuation ที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น หุ้นในกลุ่มประเทศแถบลาตินอเมริกา เป็นต้น”นายปิยะทัศน์ กล่าว
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมีความโดดเด่นเฉพาะในเรื่องของเซมิคอนดักเตอร์ จึงน่าสนใจลงทุนเช่นกัน แม้ AI Disruption ยังคงอยู่ แต่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังเติบโตได้ดี
ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ยังเป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ยกตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ในกลุ่ม Commodity อย่างทองคำยังเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสม โดยประเมินกรอบเป้าหมายของราคาทองคำในปี 2569 ไว้ที่ 5,500 – 5,700 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เทียบกับราคาทองคำ ณ สิ้นเดือนมีนาคม คิดเป็น Upside ราว +17.8% ถึง +22.1% ตามลำดับ ขณะที่สินทรัพย์การลงทุนกลุ่ม Private Assets ยังคงมุมมองเชิงบวกพิเศษต่อกลุ่ม Private Infrastructure โดยเฉพาะกลุ่ม Utility ซึ่งมีความต้องการใช้งานสูงจากการลงทุน Data Center และ Theme ความมั่นคงด้านพลังงาน
นายปิยะทัศน์ กล่าวว่า แนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รับความเสี่ยงได้น้อย เน้นลงทุนตราสารหนี้ 70% หุ้น 20% และทองคำ 10% คาดหวังผลตอบแทน 3.1-5.7%
พอร์ตที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ลงทุนหุ้น 45% ตราสารหนี้ 45% และทองคำ 10% คาดหวังผลตอบแทน 4.2-7.6%
สำหรับพอร์ตที่เน้นสร้างการเติบโตและรับความเสี่ยงได้สูง ลงทุนหุ้น 70% ตราสารหนี้ 20% และทองคำ 10% คาดหวังผลตอบแทน 6.1-10.4%
“ตัวอย่างพอร์ตที่เน้นการเติบโต มีการปรับน้ำหนักมากในไตรมาส 2 นี้ เน้นกระจายลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐ แนะนำ KKP EWUS5OO-UH ลงทุนในดัชนี S&P 500 ไม่ได้ให้น้ำหนักในอุตสาหกรรมใดมากแต่กระจาย ซึ่งช่วยลดความผันผวน อย่างกองทุนหุ้นยุโรปและญี่ปุ่น มองว่าแม้จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันอยู่มาก แต่เวลาฟื้นตัวคาดว่าตลาดจะฟื้นได้เร็ว แนะนำ กองทุน ONE-EUROEQ หุ้นยุโรปและกองทุน KT-JAPANALL-A หุ้นญี่ปุ่น ส่วนตลาดหุ้นเวียดนาม ระดับราคาไม่ได้แพงมากและแนวโน้ม GDP เติบโตสูง แนะนำ กองทุน B-VIETNAM หุ้นเวียดนาม และตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเหนือ ซึ่งเกาหลีใต้และไต้หวัน ที่มีความโดดเด่นธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ แนะนำกองทุน TISCONA ส่วนกองทุนภูมิภาคละตินอเมริกา แนะนำกองทุน KF-LATIN ส่วนตราสารหนี้แนะนำ ,กองทุน UGIS ตราสารหนี้คุณภาพทั่วโลก และทองคำแนะนำ SCBGOLD”นายปิยะทัศน์ กล่าว
ส่วนหุ้นไทยยังไม่ให้น้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมีการปรับพอร์ตล็อกกำไรหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/68-1/69 ที่ผ่านมา หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นถึงระดับเป้าหมายแถว 1,400 จุด ทำให้ Upside เหลือไม่มาก นอกจากนี้คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูง หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือนน่าจะรับผลกระทบรุนแรง ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น GDP จากเดิมโตต่ำกว่า 2% อาจจะมีการปรับลดลงอีก โดยให้แนวรับดัชนี SET ที่ 1,300 จุด และคงเป้าหมายสิ้นปีนี้ที่ 1,400-1,450 จุด
อ่านข่าวอื่นๆ
บล.ไพน์ เวลท์ฯ เปิดเกมรุกตลาดไฮเน็ตเวิร์ก ปั๊ม AUA ปี 69 โตเท่าตัวแตะ 3 หมื่นลบ.
