อารียา-ECF’ นำร่องปรับโครงสร้างหนี้ สกัดความเสี่ยง Default หลังตลาดตึงตัว

​HoonSmart.com>>บริษัทจดทะเบียนเร่งกลยุทธ์ยืดอายุชำระหนี้ประคองสภาพคล่อง คาด สบน.กู้ต่างประเทศ-ใช้ตั๋ว PN หากตลาดพันธบัตรออมทรัพย์ไม่เอื้ออำนวย

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในตลาดหุ้นกู้มีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่มีปัญหาด้านสภาพคล่องตึงตัวสะสมมานานกว่า 2-3 ปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะที่ขาดกระแสเงินสดสำหรับชำระคืนเงินต้น

การปรับโครงสร้างหนี้กลายเป็นทางออกหลัก แทนที่จะเป็นการผิดนัดชำระหนี้ถาวร โดยหลายบริษัทเลือกใช้วิธีขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อ “ยืดอายุการชำระหนี้” ออกไปอีกประมาณ 1-2 ปี ซึ่งแนวโน้มนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นหากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

กรณีตัวอย่างการบริหารจัดการหนี้ เช่น บริษัท อารียา (Araya) และบริษัท สบาย ที่สามารถผ่านการอนุมัติปรับโครงสร้างหนี้และย้ายจากกลุ่มผิดนัดชำระไปสู่กลุ่มปรับโครงสร้างได้สำเร็จ ขณะที่บริษัท ECF กำลังอยู่ในกระบวนการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในช่วงต้นเดือนเมษายน

ตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้สะสม (Outstanding Default) ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังคงมีการยืดระยะเวลาออกไปซ้ำ (Recurring Debt) ทำให้มูลค่าหนี้ในกลุ่มนี้ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ตลาดจะเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากกรณีผิดนัดชำระหนี้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความร่วมมือระหว่างผู้ออกตราสาร (Issuers) และนักลงทุน (Investors) เริ่มเห็นสัญญาณบวก การประชุมผู้ถือหุ้นกู้ส่วนใหญ่ดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ (Restructuring) ที่ยุ่งยาก

​ด้านความเชื่อมั่นในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield (Rating ต่ำกว่า Investment Grade) ยังไม่ฟื้นตัว นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้นต่อบริษัทขนาดเล็กที่ผลประกอบการยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ชุดใหม่ (Rollover) ทำได้ยาก

​”ไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด” และบริษัทอีกหลายแห่งยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในการระดมทุนและบริหารสภาพคล่องต่อไป การเดินหน้าของตลาดทุนไทยหลังจากนี้จึงต้องอาศัยการสื่อสารที่มีเหตุมีผลและความโปร่งใสเป็นสำคัญ”ดร.สมจินต์ กล่าว

ดร.สมจินต์ กล่าวว่า สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ยังคงเป้าหมายการออกหุ้นกู้เอกชนปีนี้ไว้ที่ 8.8 – 9.0 แสนล้านบา(เฉลี่ยไตรมาสละ 2.2 แสนล้านบาท) แม้ในช่วงไตรมาสแรกจะมีการชะลอตัวลงบ้างเพื่อดูสถานการณ์ แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายในขณะนี้ เนื่องจากสถิติปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมตลาดมักจะกลับมาคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจัยด้าน สงครามและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) คืออุปสรรคสำคัญ การพุ่งขึ้นของ Bond Yield อย่างรวดเร็วทำให้ต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนบางส่วนเลือกที่จะ “รอจังหวะ” ให้ผลตอบแทนย่อตัวลงก่อนจะดำเนินการยื่นไฟลิ่งหรือออกหุ้นกู้ชุดใหม่

ในส่วน ภาครัฐยังมีความต้องการระดมทุนสูง แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย หากจังหวะการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไม่เอื้ออำนวย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อาจเปลี่ยนไปใช้การกู้เงินผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) กับสถาบันการเงินในประเทศ หรือพิจารณาการกู้เงินจากต่างประเทศแทน

ด้าน Credit Spread กว้างขึ้นในกลุ่มอันดับเครดิตต่ำ ตลาดเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นกู้ในกลุ่ม Lower Credit Rating โดยมีการเรียกส่วนต่างความเสี่ยง (Risk Premium) เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนการกู้เงิน (Financing Cost) ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์

มองว่า ต้นทุนการระดมทุนของไทยยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แม้บอนด์ยีลด์จะปรับขึ้น แต่หากเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ต้นทุนการระดมทุนของไทยยังถือว่าไม่สูงมากนัก (เช่น ยีลด์ 2 ปี ของไทยอยู่ที่ 1.38% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 3.79%) ทำให้ภาคเอกชนและภาครัฐยังคงสามารถบริหารจัดการแผนการออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย

ขณะที่ ตลาดเริ่มมีมุมมองดอกเบี้ยนโยบายที่แตกต่าง จากเดิมที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปี แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าเริ่มมีผู้ร่วมตลาดบางส่วนมองเห็นโอกาสในการ “ปรับขึ้น” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เปลี่ยนไปจากการสำรวจครั้งก่อนที่มองเพียงการคงหรือปรับลดเท่านั้น

ด้านการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด (Fed) อาจล่าช้ากว่าที่คิด โดยข้อมูลจาก Dot Plot ของคณะกรรมการเฟดชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไปได้ในการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2569 อาจเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้ง หรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ที่เริ่มปรับคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น บอนด์ยีลด์รุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนมีนาคม โดยตลาดคาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปี ยีลด์อาจขยับขึ้นได้อีกเล็กน้อยประมาณ 5 bps ตามสภาวะตลาดโลก

สำหรับ ฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) ผันผวนจากปัจจัยสงคราม โดยในช่วงต้นปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในเดือนมีนาคม ส่งผลให้มีเงินไหลออกกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven)

นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตเน้นตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ประมาณ 9.37 แสนล้านบาท (คิดเป็น 5.14% ของตลาด) โดยพบพฤติกรรมการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารระยะสั้น (Short-term) เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ลดการถือครองในตราสารระยะปานกลาง (3-5 ปี) ลงอย่างชัดเจน