HoonSmart.com>>สมาคมตราสารหนี้ไทยสรุปตลาดไตรมาส 1/2569 เอกชนออกหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่า 171,889 ล้านบาท ชะลอขาย ต้นทุนเพิ่ม ยีลด์ 10 ปีแตะ 2.21% หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดต่างชาติพลิกเทขายเดือน มี.ค. 36,472 ล้านบาท จาก 2 เดือนแรกไหลเข้า 56,061 ล้านบาท ตลาดคาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1% ยาวตลอดปี 2569
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่านที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ โดยในไตรมาส 1/2569 ภาคเอกชนออกหุ้นกู้ระยะยาว เพียง 171,889 ล้านบาท กลุ่ม Investment grade (IG) สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม HY ออกได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่กลุ่มพลังงาน,พัฒนาอสังหาริมทรัพย์,อาหารและเครื่องดื่มตามลำดับ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หุ้นกู้ออกน้อยลง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (บอนด์ยีลด์) ขยับตัวสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น เนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง บอนด์ยีลด์ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25%, 0.42% และ 0.55% จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
ด้านอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตสูงขึ้น 0.28-0.59%ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA,AA ,A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ
มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 18.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มคงตัว ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่ากนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ส่วนการคาดการณ์บอนด์ยีลด์ไทย คาดว่า ในปี 2569 รุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 0.05%จากสิ้นไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนม.ค.และก.พ.รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือนมี.ค. 36,472 ล้านบาทหลังเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/ มีการซื้อสุทธิ 19,589 ล้านบาท และมียอดการถือครองเท่ากับ 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของฟันด์โฟลว์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก แม้ในไตรมาสแรกจะเห็นภาพรวมเป็นการไหลเข้า (Net Inflow) แต่เมื่อพิจารณารายเดือนกลับมีความผันผวน โดยเฉพาะในเดือนมี.ค.ที่กระแสเงินทุนและค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสวนทางกัน สะท้อนให้เห็นว่าการไหลเข้าของเงินทุนไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะต่อเนื่อง

