บล.เอเซีย พลัส ชู 4 ธีมหุ้นปันผลรับ TISA

HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดเริ่มชินชาสงครามอิหร่าน ดันน้ำมันพุ่ง 11% เตือนดีเซลไทยทะลุ 47 บาท เสี่ยงฉุด GDP ต่ำ 1% ชู 4 ธีมหุ้นปันผลรับ TISA

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเตือนว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะ WTI ที่หมดอายุเดือนพฤษภาคม 2569 ดีดตัวขึ้นถึง 11.4% ยืนเหนือระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับไม่ได้ร่วงลงตามความตื่นตระหนก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว ขณะที่ตลาดเอเชียเช้านี้อย่างเกาหลีใต้ (+2.8%) และญี่ปุ่น (+1.4%) ปรับตัวบวกขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนว่าตลาดเริ่ม “ชินชา” กับกระแสข่าวรายวันและคาดหวังถึงการยุติสงครามในระยะข้างหน้า

ปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากการที่เลขาธิการ UN เรียกร้องให้ยุติสงคราม รวมถึงการที่ 40 ประเทศตั้งกลุ่มพันธมิตรผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ. นอกจากนี้ สถิติปริมาณข่าวการค้นหาคำว่า “WAR” ใน Bloomberg เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นตัวชี้นำ (Leading Indicator) ว่าความตึงเครียดของสงครามอาจกำลังคลี่คลายลง

วิกฤตน้ำมันแพงซ้ำเติมเศรษฐกิจ ดีเซลทะลุ 47 บาท เสี่ยงฉุด GDP ไทยต่ำ 1% สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า วิกฤตน้ำมันแพงกำลังแทรกซึมและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยทาง IEA ประเมินว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมัน 2 ครั้งในทศวรรษ 1970 ผสมกับผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครนรวมกัน. ล่าสุดมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในไทยอีก 3.50 บาทต่อลิตร ดันให้ราคาพุ่งทะลุ 47 บาทต่อลิตร (จากช่วงก่อนสงครามที่อยู่ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร)

กลยุทธ์การลงทุน กำเงินสด 30% ลุยเก็บ 4 ธีมหุ้นปันผลรับกองทุน TISA แนวโน้มตลาดหุ้นในเดือนเมษายน 2569 คาดว่าอาจมีความผันผวนจากการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปสู่เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน แต่ดัชนีอาจไม่เหวี่ยงแรงนักเนื่องจากมีวันหยุดยาวทั้งในไทยและสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์หลีกเลี่ยงความผันผวนโดย “ถือเงินสด 30% ของพอร์ต” และทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงแบบเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ที่มีโอกาสรับเม็ดเงินสนับสนุนจากกองทุน TISA โดยแบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่:

1.หุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินเข้มขึ้น: KTB, BBL, KBANK

2.หุ้นรับ High Season หน้าร้อนและธีมฟุตบอลโลก: กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM และกลุ่มเครื่องดื่ม ICHI, SAPPE

3.หุ้นพลังงานทางเลือก: GUNKUL

4.หุ้นอิงราคาโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ขยับขึ้น: CPF, NER, OR, PTT. โดยมี Prime Picks ประจำวันคือหุ้น CPF, ERW และ CBG

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ ฝ่ายวิจัยแนะนำ EXPE06 (อ้างอิงหุ้น Expedia Group) ซึ่งจะได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันปรับตัวลงและสงครามคลี่คลาย ช่วยกระตุ้นการเดินทางข้ามประเทศ. รวมถึง PINGAN80 (อ้างอิงหุ้น Ping An Insurance) ซึ่งประเทศจีนจะได้ประโยชน์จากการลดแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้าหากน้ำมันไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ผสานกับแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันที่ถือครองพันธบัตรในสัดส่วนสูงถึง 70-75%