BBLAM เดินหน้าปั๊ม AUM ปีนี้แตะ 1 ล้านล้าน ชูกลยุทธ์ Triple R จัดพอร์ตรับมือสงคราม

HoonSmart.com>>บลจ.บัวหลวง (BBLAM) กางแผนปี 69 เร่งรวมกิจการ BCAP จบปีนี้ ดัน AUM เติบโต 9-10% หนุนมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านบาท รุกออก “กองทุนซีรีส์ใหม่ Multi asset” ตอบโจทย์ลูกค้า เฟ้นกองทุนชั้นนำทั่วโลกนำมาจัดพอร์ตลงทุน ร่วมมือพันธมิตรระดับโลก-แบงก์กรุงเทพ นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย พร้อมแนะนำจัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ Triple R สู้ความเสี่ยงสถานการณ์ตะวันออกกลาง เงินเฟ้อโลก ส่วน “หุ้นไทย” มองเป้าสิ้นปีที่ 1,420-1,475 จุด
 

บรรณรงค์ พิชญากร

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า แผนงานในปี 2569 เดินหน้ารวมธุรกิจกับบลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) หลังจากคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้งหมด ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 และปัจจุบันได้แต่งตั้งผู้บริหาร โดยตนเองเข้ารับตำแหน่ง CEO และ ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) (จากเดิมดำรงตำแหน่ง CIO ของ BCAP) เพื่อทำงานร่วมกับทีมบริหารเดิม และเตรียมแผนรองรับการผสานธุรกิจจัดการกองทุนของทั้งสององค์กรในอนาคต

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นปี 2568 ของ BBLAM หลังรวมกิจการ BCAP มีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาทและกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมา BBLAM ได้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการดำเนินการให้ได้ในระดับสากล มีการพัฒนาปรับปรุงขั้นตอนการวิเคราะห์การลงทุน การดำเนินงานต่างๆ การติดตามผลและการตรวจสอบในส่วนงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นายบรรณรงค์ กล่าวว่า ในปี 2569 คาดหวังมูลค่า AUM เติบโตให้เท่ากับอุตสาหกรรมที่เติบโตประมาณ 9-10% ต่อปี จากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา BBLAM เติบโตเฉลี่ย 1-2% เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากไม่มีกองทุนตอบโจทย์ลูกค้า รวมทั้งกองทุนลดหย่อนภาษี LTF และ RMF ที่ประสบความสำเร็จในอดีต เมื่อนักลงทุนถือครบอายุก็ไถ่ถอนออก ส่งผลให้ AUM ลดลงไปมาก ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า LTF คงเหลือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ BCAP เจาะกลุ่มลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ค ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้าเวลธ์ของธนาคารกรุงเทพ (BBL) ออกโปรดักส์การลงทุนที่ตอบโจทย์ ดังนั้นเมื่อบลจ.รวมกันแล้ว จะเพิ่มความหลากหลายของโปรดัสก์ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนก.พ.2569 BBLAM มีส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมรวมทั้ง 3 ธุรกิจ (กองทุนรวม, กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) อยู่อันดับที่ 4

“แผนงานในปี 2569 นี้ เดินหน้าการโอนธุรกิจจาก BCAP คาดแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealth) และมุ่งยกระดับการให้บริการทั้งลูกค้าและพันธมิตร โดยเน้นการทำงานใกล้ชิดกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการลงทุนแก่ผู้แนะนำการลงทุนและเครือข่ายสาขา และขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม”นายบรรณรงค์ กล่าว

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก สร้างกิจกรรมการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน ,ร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน BBLAM มีกองทุนที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากถึง 16 ราย ที่นำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับผู้ลงทุน ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ลงทุน โดยสะท้อนจากการได้รับ 7 รางวัล Fund Performance Excellence Awards จากงาน Finnomena Hall of Funds 2026 โดย 2 รางวัลมาจากกองทุนที่ BBLAM บริหารเอง และอีก 5 รางวัลมาจากกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักของ 3 พันธมิตรระดับโลก

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดกิจกรรมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี BBLAM Global Investment Forum 2026 เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกถึง 11 ราย ได้แก่ Pictet Asset Management, Lazard, Kotak International, ChinaAMC, Fidelity International, Allianz Global Investors, Nippon Life India, Franklin Templeton, E Fund, BNP Paribas Asset Management และ Wellington Management มาร่วมกันนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจและไอเดียการลงทุนสำคัญสำหรับปี 2026 กับลูกค้าของ BBLAM โดยตรง

นายบรรณรงค์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน BBLAM มีกองทุนที่ทำผลงานได้ดีอยู่มากและมีกองทุนต่างประเทศที่คัสรรจากพันธมิตรระดับโลก ซึ่งแต่ละรายมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ ซึ่งบางโปรดักส์เหมาะกับบางสภาวะและบางเวลา BBLAM จึงมีแผนออกกองทุนรวมผสม (Multi asset) ลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยผู้จัดการกองทุนของเราจะคัดเลือกกองทุนมาจัดพอร์ตลงทุน ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้เหมาะสมสถานการณ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นพอร์ตหลัก (Cort Port) ของนักลงทุนได้ทั้งลูกค้ากลุ่มเวลธ์และลูกค้าทั่วไป ซึ่งจะปิดช่องว่างที่เรายังไม่มีโปรดักส์นี้ คาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือนก.ค.นี้ นอกจากนี้มีแผนออกกองทุนใหม่ๆ เพื่อให้ครอบคลุมโปรดักส์ที่หลากหลาย เพื่อให้นักลงทุนได้เลือกลงทุน

นอกจากจากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกแล้ว ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา BBLAM ได้ร่วมมือกับผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อหน่วยลงทุนที่สำคัญ เช่น ได้ร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) ทำรายการ Fund BnB ทางช่อง Social Media เพื่อให้ข้อมูลด้านการลงทุนและข้อมูลของกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัท อีกทั้งมีแผนพัฒนาการออกผลิตภัณฑ์ร่วมกันในรูปแบบอื่นๆ อีกในอนาคต

ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร

ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากสงครามการค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ BBLAM ได้พัฒนากระบวนการส่งผ่านข้อมูลจากฝ่ายลงทุนและฝ่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ไปยังฝ่ายงานอื่นๆ เพื่อให้สื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งต่อไปยังผู้ถือหน่วยลงทุนและนักลงทุนทั่วไปได้ทันสถานการณ์ รวมทั้งได้เริ่มความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อทำงานใกล้ชิดมากขึ้น โดยส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบต่างๆ

“สำหรับมุมมองด้านการลงทุน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP อาจถูกปรับลดลง ขณะที่ ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,420-1,475 จุด ณ สิ้นปี ส่วน Downside ที่ 1,280 จุด โดยมองหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับประโยชน์หลักจากราคาพลังงานขาขึ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี” ดร.ธนาวุฒิ กล่าว

สำหรับกองทุนแนะนำจัดพอร์ตลงทุน ได้แก่ กองทุน B-GLOBAL ลงทุนหุ้นคุณภาพดีทั่วโลก กองทุน B-DYNAMIC BOND กระจายลงทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก ซึ่งเป็นสองกองทุนหลักในการจัดพอร์ต และสามารถซื้อสะสมในกองทุน B-INNOTECH หุ้นเทคโนโลโยีทั่วโลกและกองทุน B-ASIATECH หุ้นเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียได้ แม้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ด้านเทคโนโลยียังมีความต้องการและลงทุนต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน BBLAM แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์ Triple R ได้แก่

– Reduce: ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ (Neutral)โดยขายทำกำไรบางส่วนและลดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่

– Rotate: หมุนลงทุนเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนตราสารหนี้ เน้นพันธบัตรระยะสั้นและตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว

– Remain Diversified: คงการกระจายความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมันและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

BBLAM เชื่อว่า กลยุทธ์ Triple R จะช่วยรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า