บจ.เร่ง”ล็อคสต็อก-ปรับเส้นทาง” รับวิกฤติ วัถตุดิบขาดกระทบ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ระบุ ภาคธุรกิจไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุก เร่งสต็อกวัตถุดิบ–ปรับเส้นทางขนส่ง รับแรงกดดันต้นทุนและพลังงานพุ่งสูง ชี้หากภาวะการขาดวัตถุดิบยาวนาน จะกระทบกำไรครึ่งปีหลังกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดื่ม เกษตร โรงแรมเริ่ม ระยะสั้นยังดี

บล.บัวหลวง ระบุว่า ภาคธุรกิจไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุกแล้ว แม้ผลกระทบเชิงตัวเลขยังไม่ชัดเจน โดยกลุ่มอาหาร ค้าปลีก ก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิกส์ เร่งบริหาร Supply Chain ทั้งการหาวัตถุดิบล่วงหน้า การสต็อกสินค้า ปรับเส้นทางขนส่ง และควบคุมต้นทุน ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และ ICT ยังอยู่ในโหมดติดตามสถานการณ์ สะท้อนว่าปัญหาหลักในรอบนี้ไม่ใช่ Demand แต่เป็น “การชะงักของ Supply” โดยเฉพาะต้นทุนขนส่ง วัตถุดิบ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างบริษัทสะท้อนภาพชัด GUNKUL ล็อกต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า

THAI (การบินไทย) เผชิญแรงกดดันต้นทุนน้ำมัน แม้จะมีการ Hedge ไว้ราว 50% และเริ่มขึ้นราคาตั๋ว 10–15% พร้อมเตรียมใช้ Fuel Surcharge หากสงครามยืดเยื้อ หรืออาจใช้กลยุทธ์จำศีล ทั้งนี้เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวของ Demand ผ่านยอด Booking ช่วงสงกรานต์ที่ต่ำกว่าปีก่อน

SPALI สต็อกวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า 3–6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงระยะสั้น แต่หากเกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน อาจทำให้โครงการล่าช้าลง

ฝั่ง demand ภาพรวมยัง “ทรงตัว” เป็นส่วนใหญ่ โดยกลุ่มอาหาร เกษตร และ IT retail ยังเติบโตได้
ขณะที่ SSS ค้าปลีกมีแนวโน้มดีขึ้นในมี.ค. จากฐานต่ำปีก่อนและพฤติกรรมกักตุนสินค้า อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณชะลอในบางกลุ่ม โดย RevPAR โรงแรมชะลอลงจากโต 5–10% เหลือ 0–5% YoY และ booking เม.ย. เริ่มติดลบ ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติ (ตะวันออกกลาง) ลดลงแรง ~80% ซึ่งมาประจวบเหมาะกับช่วง Ramadan ซึ่งเป็น low season อยู่แล้ว

ใน 1Q69 แม้ผลกระทบยังจำกัดจากต้นทุนที่ล็อกไว้และวัตถุดิบที่เป็น buffer แต่หลายอุตสาหกรรมเริ่มกังวลแรงกดดันใน 2Q–3Q69 จากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นและ supply ที่ตึงตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดื่ม และเกษตร ขณะที่นิคมฯ มีความเสี่ยงจากการชะลอลงทุนไปด้วย

นอกจากนี้ ความสามารถในการ “ผลักต้นทุน” จะเป็นตัวแยกผู้ชนะในระยะถัดไป โดยกลุ่มปศุสัตว์สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มมีข้อจำกัดจากการแข่งขันและกำลังซื้อ ส่วนผู้ส่งออกอาหารต้องรอรอบเจรจาสัญญา 3–6 เดือน ทำให้ lag สูง

ในทางกลับกัน กลุ่มค้าปลีกและ trading มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะสามารถส่งผ่านต้นทุนได้ทั้ง upstream และ downstream ทำให้ผลกระทบต่อ margin จำกัด

โดยสรุป รอบนี้เป็น shock ฝั่ง supply มากกว่า demand ทำให้กำไรระยะสั้นยังไม่ถูกกระทบ แต่มีความเสี่ยงชัดใน 2H69 หากเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบลามไปหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น)

ด้านตัวเลขส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัว 9.9% YoY (ต่ำกว่าที่ตลาดคาด) และหดตัว 6.8% MoM สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นที่เริ่มแผ่วลง

สินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 13.3% YoY (แต่หดตัว 7.3% MoM) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HDDs, ICs, PCBs) เริ่มชะลอตาม Global Tech Cycle ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ) และยานยนต์ (ไฮบริดและปิกอัพ) ยังโตได้ดี

สินค้าเกษตร หดตัว 3.6% YoY จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนตัว (ข้าวและยางพารา) ผลไม้สดยังโตสูง YoY แต่หดตัวแรง MoM ตามฤดูกาล

ดุลการค้า การนำเข้าที่เร่งตัวสูงถึง 31.8% YoY ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,833.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (สะสม 2 เดือน ขาดดุล 6,137.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

Economist View แม้ทั้งปีคาดว่าจะโตได้ 3.0% YoY จากเทรนด์ AI และการผ่อนคลายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างและการฟื้นตัวของภาคการผลิตที่ไม่ทั่วถึง ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อ GDP

จากเหตุระเบิดที่โรงกลั่น Valero ณ Port Arthur รัฐ Texas (กำลังการผลิต 435,000 บาร์เรล/วัน) เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดจาก Industrial Heater โดยมีสัดส่วนการผลิตหลักเป็นน้ำมันก๊าซโซลีน 60% และดีเซล/น้ำมันเครื่องบิน 30%

View from Fundamental
ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น Positive Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น มองเป็นโอกาสในการ “ซื้อเก็งกำไร” โดยมี SPRC และ TOP เป็นหุ้นเด่น (Preferred Pick)

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–