HoonSmart.com>> บลจ.ยูโอบี ตั้งเป้า AUM ปี 69 โต 10% แตะ 3.2 แสนล้านบาท จากปี 68 โตแกร่งท่ามกลางตลาดผันผวน กางแผนขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนกลยุทธ์ Customer-Centric พร้อมเป็นผู้นำคัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เหมาะสมในแต่ละภาวะตลาด ชูกองทุนเรือธง “TCMF-UIDPLUS” บุกตลาด “กองทุนสกุลเงินดอลลาร์” ทางเลือกลงทุน ส่วนหุ้นไทย แนะนำกองหุ้นปันผล “UOBSDF” มองเป้า SET สิ้นปีไว้ที่ 1,550-1,600 จุด

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) หรือ UOBAM เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บลจ.ยูโอบี ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจกองทุนรวมที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคลยังคงได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการบริหารกองทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กองทุนมีผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น รวมถึงความเป็นผู้นำในการคัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างรอบคอบ
ในปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ผ่าน 3 ธุรกิจ ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล อยู่ที่ 290,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6% สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม
ธุรกิจกองทุนรวม มีการเติบโต 23% ซึ่งสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตภาพรวมของอุตสาหกรรมที่ 9%
สำหรับกลุ่มลูกค้าสถาบัน ทาง บลจ. ยูโอบี ประสบความสำเร็จในการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) โดยกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ (FI mandates) ทั้งหมด 100% สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละกองทุน และได้รับการแต่งตั้งจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อเดือนธ.ค.2568 ที่ผ่านมา
ในส่วนของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งลูกค้าสถาบันรัฐและเอกชน โดยได้ขยายขอบเขตการให้บริการผ่านกลยุทธ์ Multi-Asset นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในตราสารหนี้ ซึ่งช่วยสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่หลากหลายมากขึ้น
นายวนา สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 บลจ.ยูโอบี มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยความพร้อมด้านศักยภาพของบริษัท ความร่วมมือจากเครือข่ายระดับภูมิภาคและพันธมิตรระดับสากลของกลุ่มยูโอบี จะดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์ ดังนี้
1) Customized Investment Solution นำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนในระยะยาว มุ่งเน้นการสร้างกองทุนเรือธง (Flagship Fund) ที่สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ทุกสภาวะตลาด (All‑Weather Strategy Flagship Funds) พร้อมขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างประเทศโดยตรง หรือ Structured Note เพื่อการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
2) Sustainability Focusing ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึก Data‑Driven Insights ผสานเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการประเมินด้าน ESG เข้าไว้ในกระบวนการลงทุน ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายย่อย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
3) New S-Curve Opportunities มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ติดตามกระแสการลงทุนเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ อาทิ ขยายธุรกิจไปยังกองทุนสกุลเงิน USD ครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งก่อนและหลังเกษียณ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย
“ในปี 2569 นี้ พร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์ Customer Centric ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่ครอบคลุมความต้องการและสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เหมาะสมในแต่ละภาวะตลาด”นายวนา กล่าว
สำหรับกองทุนหลักๆ ที่บลจ.ยูโอบี นำเสนอให้แก่นักลงทุนในปีนี้ ได้แก่
กองทุนเรือธง (Flagship Fund) ได้แก่ กลุ่มกองทุนตลาดเงิน – กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) ซึ่งเมื่อสิ้นปี 2568 มี AUM อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท เติบโต 65% และล่าสุดยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน โดยตั้งเป้าปี 2569 เพิ่ม AUM อีก 10,000 ล้านบาท
กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ – กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) มี AUM สิ้นปี 2568 ที่ 4,700 ล้านบาท เติบโต 135% และสามารถสร้างผลงานดำเนินงานย้อนหลัง อยู่ในอันดับ 1stquartile เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน โดยในปีนี้ตั้งเป้า AUM แตะ 2 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุด มี.ค.2569 อยู่ที่ 7,200 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ตั้งเป้าเพิ่ม AUM กองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งปัจจุบันบลจ.ยูโอบี ครองส่วนแบ่งตลาดกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Funds) เป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 53% มูลค่า AUM อยู่ที่ 419 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท และบริษัทจัดการลงทุนรายแรกในประเทศไทยที่เปิดตัว กองทุนตราสารหนี้สกุลเงิน USD ที่สามารถขายคืนได้ทุกวัน คือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) โดยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่ม AUM อีก 1,000 ล้านเหรียญ
บลจ.ยูโอบี ยังนำเสนอกองทุน UOBSDF ทางเลือกลงทุนในหุ้นไทยสำหรับผู้ที่ต้องการ เน้นหุ้นปันผล ซึ่งกองทุนจะลงทุนหุ้น 15 บริษัทกระจายในหลายอุตสาหกรรม เช่น แบงก์ พลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม พาณิชย์และค้าปลีก เป็นต้น โดยมีผลตอบแทนประมาณ 6-8%

“วางเป้าหุ้นไทยสิ้นปี 1,550-1,600 จุด”
ด้านนายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี กล่าวถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยว่า ยังมีแนวโน้มเชิงบวกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่คาดไว้ในปีนี้ และคาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด รวมถึงความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของโครงการลงทุนสำคัญทั้งจากภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 0.75% ภายในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมองเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,550-1,600 จุด
“หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจบได้เร็วภายใน 1 เดือนมีโอกาสที่ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นไปแถว 1,550 – 1,600 จุดได้ แต่หากสถานการณ์รุนแรงคาดดัชนีจะเคลื่อนไหวบริเวณ 1,300-1,350 จุด ซึ่งมองระดับ 1,350 จุด ทยอยสะสมได้” นายณัฐพล กล่าว
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยคาด GDP ปีนี้เติบโต 1.5-1.8% หากสงครามจบเร็วและคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 0.75% และคาดอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% แม้
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นี้ คาดว่าจะเติบโตที่ 3.3% จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลังอีก 1 ครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ยังคงต้องติดตามการเติบโตของตัวเลขภาคการบริโภค
ด้านญี่ปุ่นมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตจากเสถียรภาพทางการเมืองและดัชนีเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จีนยังคงเผชิญความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาคการบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และรัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตามจากภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าว บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงและกลุ่มหุ้นปันผล โดยเฉพาะในญี่ปุ่น บางกลุ่มธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยจับตาหาโอกาสการลงทุนในเอเชียหลังภาวะสงครามคลี่คลาย และสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำตราสารหนี้คุณภาพสูง ที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางของทั้งไทยและต่างประเทศ

