HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถอดบทเรียนนวัตกรรมการเงิน “Gender Bond” สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการหญิง รายแรกในไทย สร้างปรากฏการณ์ Multiplier Effect ขยายวงเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 2.5 เท่า หนี้เสียลดลง
นายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานสื่อสารองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยในงานเสวนา “ภาวะผู้นำของผู้หญิงและการยกระดับห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรม” ว่า จากวิสัยทัศน์ที่จะเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน ได้เปลี่ยนแนวคิดการดำเนินธุรกิจจากการมุ่งเน้นเพียงผลกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น ไปสู่การสร้างผลตอบแทนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล รวมถึงการปล่อยกู้ด้วยความรับผิดชอบ
ธนาคารใช้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) เป็นหัวใจหลักในการบริหารความเสี่ยงและพิจารณาสินเชื่อ พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Net Zero ภายในปี 2050
หมายถึงสินเชื่อทั้งหมดที่ปล่อยออกไปต้องไม่สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ โดยจะปล่อยสินเชื่อทั้งในธุรกิจที่มีการปล่อยและธุรกิจที่สามารถดูดกลับก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ผลรวมเป็นศูนย์
นวัตกรรม “Gender Bond” แห่งแรกในไทย
หนึ่งในความสำเร็จ ที่ใช้มิติด้านสังคมเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อ และเป็นธนาคารแรกในประเทศไทยที่ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ คือ Women SME Loan (WSME) คือ พันธบัตร Gender Bond หรือ “พันธบัตรที่คำนึงเพศสภาพ” มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,600 ล้านบาท ที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่างบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) และ DEG โดยมีพันธสัญญาว่าจะนำเงินที่ได้ไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SME ขนาดเล็กหรือ Micro SME โดยเฉพาะธุรกิจที่มีเจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้หญิง เช่น CEO, CFO, CRO หรือ Chief Marketing Officer ถือเป็นนวัตกรรมใหม่
ซึ่งการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่ม Small หรือ Micro SME เน้นความง่ายและเข้าถึงได้สะดวก จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นลักษณะ on the shelf ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาสมัครและขอรับสินเชื่อได้โดยตรง
ในขณะเดียวกัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้เป็นการเงินเพื่อความยั่งยืน ลูกค้าก็ต้องมีความมุ่งมั่นและปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด ธนาคารจึงกำหนดทั้ง negative list และ positive list ในการพิจารณาสินเชื่อ
หมายความว่า ธนาคารจะไม่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ลูกค้าที่ต้องการกู้เงินจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลเสียต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ในช่วงแรกถือเป็นความท้าทายขององค์กร เพราะโดยปกติผู้จัดการสาขาจะขายผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือบัตรเครดิต แต่เมื่อธนาคารออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ นอกจากต้องให้ความรู้แก่พนักงานและผู้จัดการสาขาแล้ว ยังต้องสื่อสารและให้ความรู้แก่ลูกค้าเพื่อให้เข้าใจว่า หากต้องการกู้สินเชื่อประเภทนี้ ลูกค้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ผลิตภัณฑ์นี้ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่นำความภาคภูมิใจมาสู่ธนาคาร ที่ได้สร้างผลิตภัณฑ์และสินทรัพย์ใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินไทย อีกทั้งยังสามารถแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้น โดยจากเงินทุนที่ระดมได้ 6,500 ล้านบาท ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงทวีคูณหรือ multiplier impact ประมาณ 2.5 เท่า
ในมิติสังคม ธนาคารมีการจัดทำรายงานผลกระทบ หรือที่เรียกว่า impact report พบว่าก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่ธนาคารกระจายออกไปไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ใช่กรุงเทพและปริมณฑล และเมื่อมองในมิติการจ้างงานจะเห็นว่าผู้หญิงมีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงสังคมที่ชัดเจน
นายพูนสิทธิ์ กล่าวว่า สินเชื่อที่ปล่อยออกไปในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อ Women SME มีการเติบโตดีกว่าสินเชื่อ SME โดยรวมและพอร์ตสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แม้ในช่วง 2 ปีหลังจะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่คุณภาพสินเชื่อ Women SME ยังคงดีกว่าค่าเฉลี่ยของสินเชื่อ SME โดยรวม นี่เป็นหลักฐานว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการสตรี เจ้าของธุรกิจที่เป็นผู้หญิง ไม่เพียงสร้างผลตอบแทนทางสังคม แต่ยังสร้างผลตอบแทนทางการเงินด้วย คุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้นทำให้หนี้เสียลดลง และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
“ผลิตภัณฑ์อย่าง Gender Bond และสินเชื่อ Women SME เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งผลลัพธ์เชิงสังคมและเชิงการเงินให้กับธนาคารและลูกค้า”นายพูนสิทธิ์ กล่าว
พิมพ์เขียวสู่ ESG
นายพูนสิทธิ์ กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เกิดจากการขับเคลื่อนจากระดับสูงหรือ Tone from the top เนื่องจากธนาคารได้ตั้งวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย เมื่อคณะกรรมการมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ชัดเจนแล้ว จึงได้จัดทำเป็นนโยบาย โดยความยั่งยืนประกอบด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน และธรรมาภิบาล ธนาคารจึงออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ESG
จากนั้นได้กำหนดเป้าหมายว่าจะเป็น Net Zero และจะปล่อยสินเชื่อที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม ชุมชน และผู้ประกอบการสตรี พร้อมตั้งเป้าหมายเชิงตัวเงินว่าจะขยายสินเชื่อด้านความยั่งยืนให้ได้ 350,000 ล้านบาทภายในปี 2030
นอกจากนี้ ต้องจัดทำโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับเป้าหมายและนโยบาย โดยมีการกำหนดกระบวนการและโครงสร้างที่ชัดเจน คณะกรรมการมีการหารือเรื่อง ESG และความยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการความยั่งยืนหรือ Sustainability Committee และตั้งสายงานที่ดูแลประเด็นด้านความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ
กรณีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชี้ให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง” รูปแบบใหม่ หากธนาคารสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์สังคมได้ชัดเจน ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือพอร์ตสินเชื่อที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนกว่าคู่แข่งในระยะยาว
