HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดร่วง ดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 119 จุด ปิดลบต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ กระทบการเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 13 มีนาคม 2569 รวมทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปิดลบต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,558.47 จุด ลดลง 119.38 จุด, -0.26%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,632.19 จุด ลดลง 40.43 จุด, -0.61% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,105.36 จุด ลดลง 206.62 จุด, -0.93%
ตลาดหุ้นพลิกกลับจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรกมาปิดลบ ส่งผลให้สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ลดลงต่อเนื่อง ในรอบสัปดาห์นี้ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.6% ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2% และดัชนี Nasdaq ลดลง 1.3%
ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันศุกร์ ทำให้นักลงทุนประเมินถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้คาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงรุนแรงอยู่
กระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับลดตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ลงอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ส่วนรายงานดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับ GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายเพียง 0.7% ต่ำกว่า 1.4% ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และต่ำกว่า1.5% ที่นักวิเคราะห์คาด อีกทั้งยังต่ำกว่าการขยายตัว 4.4% ในไตรมาส 3 ตลอดทั้งปี 2025 เศรษฐกิจขยายตัว 2.1% ต่ำกว่า 2.8% ในปี 2024
สำหรับดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เดือนมกราคมปรับตัวขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่า 2.9% ที่นักวิเคราะห์คาด จาก 2.9% ในเดือนธันวาคม ส่วนเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเมื่อเทียบรายเดือน เพิ่มขึ้น 0.4% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS)เดือนมกราคม ว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้นมาที่ 6.94 ล้านตำแหน่ง จาก 6.55 ล้านตำแหน่งในเดือนธันวาคมและสูงกว่า 6.76 ล้านตำแหน่ง ที่นักวิเคราะห์คาด
มหาวิทยาลัยมิชิแกนเผย ผลสำรวจความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคเดือนมีนาคมลดลง1.9% มาที่ 55.5 นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบปี แม้สูงกว่า 55.0 ที่นักวิเคราะห์คาด ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.2% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลดลงจาก 3.3% ที่คาดการณ์ในเดือนก่อนหน้า ส่วนในช่วง 1 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.4% ไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์
ความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน (stagflation) ซึ่งหมายถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลง ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในปีนี้ลง โดย fed funds futures ไม่ได้บ่งชี้ถึงคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอีกต่อไปแล้ว
ในสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกจำนวนมากถึง 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารกลางออสเตรเลีย และธนาคารกลางจีน
สำหรับประเด็นอื่นๆ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้ยกเลิกหมายเรียกของกระทรวงยุติธรรมที่เรียกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐและประธานเจอโรม พาวเวลล์ มาให้การต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของธนาคารกลาง ซึ่งถือเป็นชัยชนะสำหรับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ผู้พิพากษาเจมส์ โบแอสเบิร์ก ตัดสินว่า การดำเนินการของอัยการสหรัฐฯ จีนีน ปิโร มีลักษณะเป็นการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อสนับสนุนความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐและนายพาวเวลล์ลดอัตราดอกเบี้ย
ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม 6 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มสาธารณูปโภคปรับขึ้นนำ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้น 0.8% และเป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นมากเป็นอันดับสอง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการสื่อสาร วัสดุ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น และอุตสาหกรรม เป็น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลง โดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการสื่อสารต่างลดลงประมาณ 1.1%
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงต่อเนื่อง และปิดลบเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางและความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 595.85 จุด ลดลง 3.01 จุด, -0.50%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,261.15 จุด ลดลง 44.00 จุด, -0.43%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,911.53 จุด ลดลง 72.91 จุด,-0.91%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,447.29 จุด ลดลง 142.36 จุด, -0.60%
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นตัวฉุดดัชนีมากที่สุด โดยลดลง 1.8% โดยเฉพาะ Siemens Energy ลดลง 5.7% และ Rolls-Royce ลดลง 5.3%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ลดลงมากที่สุด โดยลดลง 3.3% เนื่องจากราคาโลหะเงินร่วงลงกว่า 3% ทองแดงลดลงกว่า 1% และราคาทองคำก็ลดลงเช่นกัน
ตลาดโลกยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน อย่างหนักมากในสัปดาห์หน้า ทำให้ตลาดเตรียมพร้อมรับมือกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและประเมินความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เกิดจากภาคพลังงานกลับมาอีกครั้ง
ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ และมีโอกาสเกือบ 75% ที่จะมีการปรับขึ้นอีกครั้งในขนาดใกล้เคียงกัน ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งต่างจากความคาดหวังในช่วงต้นปีที่ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 1% ในวันศุกร์ เนื่องจากชัดเจนแล้วว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่
หุ้นกลุ่มพลังงานทำปรับขึ้นได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมากในสัปดาห์นี้ โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 5%
หุ้นกลุ่มธนาคารที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจปรับตัวลดลงอีกครั้ง โดยลดลง 1.2% ธนาคาร Standard Chartered และ HSBC ซึ่งเป็นธนาคารระดับโลกสองแห่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกับอิหร่านมากที่สุด ตามการวิเคราะห์ของรอยเตอร์ ต่างลดลงมากกว่า 15%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน อัตราเงินเฟ้อฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐกิจของอังกฤษเติบโต 0.2% ในช่วงสามเดือนถึงเดือนมกราคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น BE Semiconductor Industries พุ่งขึ้น 5.6% หลังจากที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปรายนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าซื้อกิจการ ตามรายงานของรอยเตอร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 2.98 ดอลลาร์ หรือ 3.11% ปิดที่ 98.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.68 ดอลลาร์ หรือ 2.67% ปิดที่ 103.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

