เงินต่างชาติทะลักเข้าซื้อหุ้นไทย ทุบสถิติถือสูงสุด 6.11 ล้านลบ.

HoonSmart.com>>ตลท.โชว์นักลงทุนต่างชาติเฮโลเข้าซื้อหุ้นไทย ทุบสถิติถือครองสูงสุด 6.11 ล้านล้านบาท 37.11% ของมาร์เก็ตแคป ณ สิ้นม.ค. คาดเดือนก.พ.โตต่อ จากปี 68 อยูที่ 5.61 ล้านล้านบาท ลดลง 3.92% เจาะพฤติกรรม  99.5% ซื้อขายหุ้นในประเทศ-NVDR สะท้อนเก็งกำไรระยะสั้น ด้าน”เอกนิติ”เร่งจัดทำ Scenario ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง  เร่งเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ ช่วงสุญญากาศตั้งรัฐบาลใหม่ หุ้นไทยบวก 1.58 จุด เบรนท์เพิ่มขึ้นทะลุ 90 ดอลลาร์

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ ตลาดเอ็มเอไอ(mai)  ณ เดือนม.ค.2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.11% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป) เนื่องจากราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นและนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนธ.ค. 2568  ซึ่งคาดว่ามูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.พ.2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ณ สิ้นปี 2568 การถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศจำนวน 861 หลักทรัพย์ มูลค่ารวมอยู่ที่ 5.61 ล้านล้านบาท ลดลง 3.92% จากสิ้นปี 2567 ถือจำนวน 855 หลักทรัพย์ มูลค่ารวม 5.83 ล้านล้านบาท เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง (สังเกตได้จาก SET Index ที่ปรับตัวลดลง 10.04%) ขณะที่สัดส่วนต่อมาร์เก็ตแคปณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 35.74% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ที่อยู่ที่ระดับ 33.83%

“นักลงทุนต่างประเทศถือครองหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 23 หลักทรัพย์ ซึ่ง 18 หลักทรัพย์ (หรือประมาณ 78.26%) เป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายใหม่ (New Listing) ในปี 2568 และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว ในทางกลับกันพบว่า มีหลักทรัพย์ 17 หลักทรัพย์ที่ถือครองหุ้นอยู่ ณ สิ้นปี 2567 แต่กลับไม่มีในพอร์ต ณ สิ้นปี 2568 พบว่า 12 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในปี 2568 (Delisting) และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นการขายหุ้น (Sell off) ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว”

ทั้งนี้พฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 พบว่า 99.5% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด เป็นการซื้อขาย Local Shares และ NVDR สะท้อนการทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงรักษาระดับการถือครอง Foreign Shares ชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาวนักลงทุนต่างประเทศยังคงสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย

ในเดือนก.พ. 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิเดือนเดียวสูงถึง 54,560 ล้านบาท โดยเฉพาะหลังประกาศผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 (ผลการเลือกตั้ง) อย่างไม่เป็นทางการ ที่สะท้อนว่าแนวโน้มการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ในวันที่ 9 ก.พ.2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิวันเดียว 16,547 ล้านบาท และในช่วงวันที่ 9 – 27 ก.พ.2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 44,055 ล้านบาท และในเดือนนี้ SET Index เพิ่มขึ้นอีก 15.69% จากสิ้นเดือนม.ค.  คาดว่ามูลค่าการถือครองหุ้น  ณ สิ้นเดือนก.พ.มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาหลักทรัพย์และการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ

ในเดือนมี.ค.ตั้งแต่ต้นเดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากความตึงเครียดจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่ง SET Index ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก โดยในวันที่ 2 และ 4 มี.ค. 2569 SET Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและก่อนสิ้นสุดช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 (Trading Session I) ในวันที่ 4 มี.ค.  เวลา 12.18 น. SET Index ลดลงต่ำกว่าวันก่อนหน้ามากกว่า 8% ทำให้มีการประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker พักซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที แต่อยู่ในช่วงใกล้จบช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 และพักเที่ยง จึงหยุดการซื้อขายเพียง 12 นาทีที่เหลือ (Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ของตลาดหุ้นไทย) และกลับมาซื้อขายในช่วงบ่าย และปิดตลาด SET Index ลดลง 5.58% จากวันก่อนหน้า แต่ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 1,053 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว นักลงทุนต่างประเทศเริ่มขายสุทธิในวันที่ 5 – 6 มี.ค. รวม 13,854 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ณ สิ้นวันที่ 6 มี.ค. ปิดที่ 1,410.37 จุด ลดลง 7.72% จากสิ้นเดือนก.พ. 2569

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิรวมกว่า 45,434 ล้านบาท  ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้นมา 11.96% จากสิ้นปีก่อน จึงคาดการณ์ว่า มูลค่าการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน

ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะจากราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนมาก โดยจะดำเนินการควบคู่กับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล จึงทำให้ยังไม่สามารถเร่งออกมาตรการ หรือนโยบายใหม่ ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ได้  แต่ยอมรับว่าอาจจะยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัด ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงได้มอบหมายให้นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ไปพิจารณากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดในส่วนใดบ้าง เนื่องจากในช่วงที่ต้องการกำลังซื้อให้เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจนั้น การเร่งรัดการเบิกจ่าย ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยรองรับได้

“ประสิทธิภาพเรื่องการเบิกจ่าย เป็นสิ่งสำคัญในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 จากการเดินหน้านโยบาย Quick Big Win ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวถึง 13% ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต”นายเอกนิติกล่าว

ส่วนตลาดหุ้นวันที่ 11 มี.ค. 2569 ผันผวนสูงมาก ระหว่างวันพุ่งขึ้นถึง 22.30 จุด บริเวณ 1,428.06 จุด แต่กลับมาปิดที่จุดต่ำสุดของวันที่ 1,407.34  จุด บวก 1.58  จุด หรือ+0.11% มูลค่าการซื้อขาย 66,700.42 ล้านบาท โดยต่างชาติขายหุ้นต่อเนื่อง -2,697.51ล้านบาท พอร์ตบล.ขายด้วย -1,101.04 ล้านบาท ส่วนสถาบันไทยเก็บ 2,389.77 ล้านบาท นักลงทุนไทยซื้อต่อ 1,408.78 ล้านบาท

ตลาดหุ้นที่เหวี่ยงขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงแรงเก็งกำไร และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ำ จึงพร้อมขายภายในวัน ไม่นำหุ้นกลับบ้าน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไม่มีความแน่นอน เมื่อเวลาประมาณ 19.05 น. ราคาน้ำมันดิบกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่า 3%  เบรนท์ขึ้นมาเหนือ 91 เหรียญ

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–