FETCO แนะใช้ “เงินเย็น” รับมือหุ้นผันผวนหนัก มั่นใจแผนสำรองน้ำมันรัฐฯยืนระยะได้ถึง 100 วัน

HoonSmart.com>>> สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เตือนให้ลงทุนด้วย “เงินเย็น” รับมือช่วงหุ้นผันผวนแรวจากภัยสงครามตะวันออกกลาง สัญญาณยังดีมีแรงซื้อจากต่างชาติเข้าต่อเนื่องแม้ตลาดถูกเซอร์กิต มั่นใจแผนสำรองน้ำมัน+มาตรการพลังงานพอใช้อย่างน้อย 100 วัน ราคา WTI แตะ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังไม่น่าห่วงจัดการได้ ขึ้นแค่ 10% กระทบเศรษฐกิจต่ำ ล่าสุดของคืนนี้พุ่งแตะ 88.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ยุคยูเครนเคยขึ้นถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การลงทุนในช่วงนี้ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรลงทุนด้วย“เงินเย็น” ที่สามารถรับความเสี่ยงและความผันผวนได้ เพราะ“ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงของการเก็งกำไร แต่เป็นช่วงที่ต้องอยู่ในตลาดด้วยความระมัดระวัง”

แม้ตลาดจะผันผวน แต่ข้อมูลการซื้อขาย ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง เช่น วันจันทร์ที่ 2 มี.ค.2569 มีการซื้อสุทธิราว 600 ล้านบาท และในวันพุธที่ 4 มี.ค.2569 ตลาดหุ้นถูกเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือ ถูกหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาทีครั้งแรกหลังเกิดการถล่มในตะวันออกกลาง นักลงทุนต่างชาติยังซื้อเพิ่มอีกกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่แรงขายหลักมาจากนักลงทุนไทยที่ถูกบังคับปิดสถานะจากการลงทุนผ่านออปชั่น

ตลาดหุ้นไทยมีความคล้ายคลึงกับเกาหลีใต้ที่ขึ้นมาแรง พอเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลางก็ปรับตัวแรง แต่ไทยเพิ่งถูกเซอร์กิตเบรกเกอร์ 1 ครั้ง ขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นปรับขึ้นกว่า 50% ก่อนจะเผชิญแรงขายรุนแรงและต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ถึง 3 วันติดต่อกัน โดยมีทั้งการปรับลงแรงและการปรับขึ้นจนชนเพดาน (Ceiling) สะท้อนถึงความผันผวนในระดับภูมิภาค

ในทางกลับกัน ตลาดสหรัฐฯ มีความผันผวนต่ำกว่า โดยดัชนีปรับลดเพียงราว 400 จุด หรือไม่ถึง 1% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดรวมกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง และความสนใจจากต่างชาติยังคงอยู่ เพียงแต่ตลาดหุ้นมีมีเงื่อนไขเฉพาะที่ทำให้เกิดแรงขายชั่วคราว

แม้ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยจะถูกมองว่าไม่ใช่แหล่งพักเงินที่ปลอดภัย แต่ในระยะยาวภูมิภาคอาเซียนอาจพัฒนาเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนทั่วโลกมองว่าเป็น Safe Haven เนื่องจากมีเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าหลายภูมิภาค เช่น ยุโรปที่ยังมีปัญหายูเครน หรือตะวันออกกลางที่มีความขัดแย้งต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ปีที่ผ่านมาไทยได้รับการส่งเสริมการลงทุนเกือบ 2 ล้านล้านบาท และยังมีเม็ดเงินจำนวนมากรอเข้ามาลงทุน หากสามารถปลดล็อกอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานธุรกิจสำคัญในเอเชีย เพราะไม่มีสงครามและตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา

ความท้าทายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ที่เริ่มเข้าสู่ข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจาก Data Center ใช้พลังงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม หากไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมในระบบไฟฟ้า สายส่ง และสถานีไฟฟ้าย่อย (substation) ประเทศไทยอาจเผชิญ “คอขวด” ที่จำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเมื่อมีการลงทุนจำนวนมากจนระบบรองรับไม่ทัน

รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และเปิดทางให้แรงงานทักษะสูง (High-skill labor) เข้ามาทำงานในประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพในการรองรับการลงทุนจากต่างชาติ

“ผมเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสิงคโปร์ เขาบอกว่าอาเซียนควรสร้างภาพลักษณ์เป็น “Oasis of Stability” หรือโอเอซิสแห่งเสถียรภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก เนื่องจากภูมิภาคนี้ยังไม่เผชิญปัญหาความขัดแย้งรุนแรงเหมือนหลายพื้นที่ และหากไทยสามารถแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานได้สำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น ศูนย์กลางการลงทุนด้าน Data Center และธุรกิจดิจิทัลในเอเชีย ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในระยะยาว”ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

มั่นใจน้ำมันสำรองรับมือได้ 100 วัน

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวถึงผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่มีต่อราคาน้ำมันดิบโลก ว่าราคาน้ำมันโลก WTI ที่ปรับขึ้นมาอยู่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถูกมองว่าไม่ใช่ระดับที่เกินความคาดหมาย เนื่องจากในอดีตช่วงปี 2566 ราคาก็เคลื่อนไหวในระดับนี้เช่นกัน จึงไม่ถือเป็นปัจจัยกดดันใหม่ที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย (ล่าสุดวันที่ 6 มี.ค.2569 เวลา 22.36 นาฬิกา พุ่งแตะ 88.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว)

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ คือ  มีเรือราว 100 ลำติดค้างอยู่ และคิดเป็นสัดส่วนการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของตลาดโลก

ไทย รัฐบาลบอกว่าได้เตรียมสำรองน้ำมันทั้งจากคลังรัฐและภาคเอกชนรวมแล้วเพียงพอใช้ได้ 38 วัน ขณะที่มีอีก 22 วันอยู่ระหว่างการขนส่ง ทำให้มั่นใจว่าในช่วง 60 วันแรกจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลน และเมื่อรวมกับการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ฮอร์มุซซึ่งมีสัดส่วนราว 50% ไทยสามารถประคองสถานการณ์ได้ถึง 100 วัน หรือประมาณ 3 เดือน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าหามาตรการเสริม ทั้งการเจรจาซื้อพลังงานจากประเทศอื่น การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ การซื้อไฟฟ้าจากลาว และแม้กระทั่งการพิจารณานำถ่านหินกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้า หากจำเป็น ขณะเดียวกันยังผลักดันเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น B7, B10 และแก๊สโซฮอล์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ

ด้านราคาภายในประเทศ รัฐบาลเตรียมใช้กองทุนน้ำมันซึ่งปัจจุบันมีเงินสะสมบวกอยู่ราว 2,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาน้ำมันอย่างน้อย 15 วัน โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและให้เวลาติดตามทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“แม้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาราว 15 ดอลลาร์จะเพิ่มต้นทุนและกดดันเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ต่างจากช่วงวิกฤตยูเครนที่ราคาพุ่งแตะ 120–140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงคาดว่าอิมแพ็คต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นจะไม่รุนแรงนัก หากมาตรการสำรองและกองทุนยังเป็นไปตามแผน”ดร.กอบศักดิ์ กล่าว