BEM บวก เพิ่มเป้า กำไรโต ‘ปลิว’ทุ่ม 19 ล้านบ.ซื้อราคา 5.23 บาท

HoonSmart.com>>”ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ” (BEM) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ครึ่งวันนี้ราคาเพิ่มขึ้น 3.67%  นักวิเคราะห์ทั้ง 12 ราย แนะนำซื้อ บล.กรุงศรีชี้เป้าหมาย 8.2 บาท จ่อปรับเพิ่มอีก 1 บาท  กำไรปีหน้าโต 19%  ปี 72 สัญญาจ่ายผลตอบแทนคงที่ให้รฟม.สิ้นสุดลง หนุนกระแสเงินสดสูง มีเงินจ่ายเงินปันผลเพิ่ม -ชำระหนี้’ ดีต่อผู้ถือหุ้น ‘ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ‘ทุ่ม 19 ล้านบาท  เก็บ BEM เพิ่ม 3.6 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 5.23 บาท

การซื้อขายหุ้น BEM  ครึ่งวัน ราคาปิดที่  5.65 บาท เพิ่มขึ้น  0.20 บาทหรือ+3.67%  มูลค่าการซื้อขาย  598.67 ล้านบาท สำหรับครึ่งวันที่ 15 มิ.ย. 2569

นักวิเคราะห์ทั้ง 12  รายแนะนำซื้อหุ้น BEM โดยบล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนา”ซื้อ”ราคาเป้าหมายที่ 8.2 บาท และเลือกเป็นหุ้นเด่น (conviction call) ราคาหุ้นที่ต่ำกว่าตลาดมาหลายปี ดูเหมือนว่าจะสิ้นสุดลงจากปัจจัยบวกที่เข้ามา โดยเริ่มจากการปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ BEM สามารถรักษาโมเมนตัมกำไรที่เติบโตในอนาคตอย่างสายสีน้าเงินและสายสีส้มไว้ได้เท่านั้น  แต่ยังช่วยหนุนกำไรในปี 2570 ให้เติบโตขึ้น19% อีกด้วย ขณะที่การสัมปทานโครงการทางด่วนยกระดับสองชั้น(double-deck toll road) คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ซึ่งจะช่วยเพิ่มราคาเป้าหมายของเราอีก 1 บาท

บล.กรุงศรีได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “What lies ahead for BEM?” ให้กับกลุ่มลูกค้าสถาบัน เพื่อร่วมพูดคุยกับคุณพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล ประธานกรรมการบริหารของ BEM เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและรวมถึงความเสี่ยงของ BEM ที่รออยู่ข้างหน้า โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว  มีประเด็นสำคัญดังนี้: คุณพงษ์สฤษดิ์ยังคงมั่นใจว่ารายได้และกำไรในปีนี้มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าระดับของปีที่แล้วที่ 3.78 พันล้านบาท ปัจจัยหนุนกำไรหลักจะมาจากธุรกิจรถไฟฟ้าซึ่งปริมาณผู้โดยสาร ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 3-4% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการเติบโตของกำไรในปีนี้อาจไม่ได้หวือหวานัก โดยเป็นการเติบโตในระดับ low single digit แม้ว่าการเติบโตของรายได้และกำไรจากทางด่วนจะทรงตัว เนื่องจากอยู่ในช่วงอิ่มตัว แต่ธุรกิจนี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ BEM ในฐานะที่เป็นเครื่องจักรสร้างกระแสเงินสด

สำหรับในระยะยาว ปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรใหม่จะมาจากเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม คุณพงษ์สฤษดิ์เชื่อว่าสายสีส้มไม่เพียงแต่มีศักยภาพในการทากาไรได้ด้วยตัวเองจากปริมาณผู้โดยสารที่หนาแน่นเท่านั้น แต่ยังจะทำหน้าที่เป็นเส้นทางป้อนผู้โดยสารหลัก ให้กับสายสี  น้ำเงินอีกด้วย

ในแง่ของกระแสเงินสด ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้แก่ รฟม. (MRTA) ในจำนวนคงที่ประมาณ 5-6 พันล้านบาทจะสิ้นสุดลงในปี 2572   ทำให้สถานะกระแสเงินสดจะแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากค่าตอบแทนนี้คิดเป็นเกือบ 40% ของ EBITDA การเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดนี้สามารถนำไปใช้ในการจ่ายเงินปันผลที่มากขึ้นหรือการชำระคืนหนี้ที่มากขึ้น ส่งเสริมมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปัจจัยใหม่ที่จะหนุนกำไรในระยะสั้นและระยะกลางเพิ่งปรากฏขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าอัตราค่าโดยสารใหม่จะไม่มีค่าแรกเข้าเมื่อเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสายภายในหนึ่งการเดินทาง และราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาท นโยบายราคาใหม่นี้จะส่งผลดีต่อ BEM ดึงดูดผู้โดยสารให้เข้าสู่สายสีน้ำเงินมากขึ้น BEM เคยเห็นปริมาณผู้โดยสารพุ่งขึ้นกว่า 40% ในช่วงเปิดให้ขึ้นฟรี 5 วันตั้งแต่วันที่ 25-30 ม.ค.2568  จากผลกระทบของมลพิษทางอากาศ การพุ่งขึ้นของปริมาณผู้โดยสารในครั้งนี้จากราคาค่าโดยสารที่ต่ำลงอาจไม่สูงเท่ากับครั้งก่อน เนื่องจากจะยังคงมีการจัดเก็บค่าโดยสารบางส่วนจากการเดินทาง อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จะช่วยหนุนรายได้และกำไรของ BEM ในปี 2570 คุณพงษ์สฤษดิ์เชื่อว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.)จะอนุมัตินโยบายนี้ในไม่ช้า

ทางด้าน นาย ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ แจ้งก.ล.ต.ว่า วันที่ 11 มิ.ย. 2569 ได้เข้าซื้อหุ้น BEM จำนวน 3,600,000 หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาเฉลี่ย 5.23 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 18.828 ล้านบาท ทำรายการบริษัท หลักทรัพย์ทีทีบี เวลธ์ ทำให้มีหุ้นทั้งสิ้น 39,501,399 หุ้น