บล.บัวหลวง ผุด”สินค้าใหม่-ดิจิทัลรีเสิร์จ” มัดใจลูกค้าเก่า-เพิ่มบ/ชใหม่ รับมือแข่งเดือด

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น ออกสินค้าใหม่ สร้างความแตกต่างงานวิจัย ผุดโครงการ Digital Research – AI ร่วมวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก ตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาความมั่นคงท่ามกลางความผันผวน รับมือธุรกิจหลักทรัพย์ปี’69 แข่งขันดุเดือด เหตุ IPO ซบ – M&A เงียบ เหลือเพียงค่าธรรมเนียมที่เป็นรายได้ก้อนใหญ่ แถมโบรกฯออนไลน์นอกเข้ามาต่อเนื่อง

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง (BLS) มองว่า ปี 2569 ธุรกิจหลักทรัพย์ไทยยังคงแข่งขันร้อนแรง ทั้งแข่งกันเอง และแข่งกับคู่แข่งต่างชาติที่รุกตลาดอย่างหนัก อย่างโบรกออนไลน์จากต่างประเทศที่ใช้ค่าธรรมเนียมต่ำมาเป็นจุดขาย ทำให้ลูกค้านำมาขอลดค่าธรรมเนียมกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งต้องอธิบายความแตกต่างให้เข้าใจ โดยเร็วๆ นี้จะมีโบรกเกอร์ออนไลน์ต่างประเทศเข้ามาเพิ่มอีก 1 แห่ง
ขณะที่วอลุ่มการซื้อขาย เพิ่งดีขึ้นในปี 2569 เฉลี่ยวันละกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ธุรกิจโบรกเกอรหน้าใสขึ้นมาบ้าง

ด้านธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) ยังซบเซา แนวโน้มการควบรวมกิจการ (M&A) ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ง่าย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่เกิดขึ้นบ่อยเหมือนในอดีต ที่มีอยู่ต้องใช้เวลานาน

ส่วนหุ้นเข้าระดมทุนใหม่ (IPO) ปีนี้ยังชะลอตัว และยังไม่น่าจะฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากนักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ ยังคงรอจังหวะที่ตลาดให้ Valuation ที่เหมาะสม โดยเฉพาะค่า PE Ratio ที่ยังไม่สะท้อนราคาที่น่าพอใจ จึงทำให้หลายบริษัทชะลอการเข้าตลาด”รายได้หลักจึงยังมาจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์”

การขยายฐานลูกค้าซื้อขายหุ้น ต้องเปลี่ยนโฉมการทำตลาด การจัดสัมมนาและอบรมที่เคยดึงผู้เข้าร่วมเป็นพันคนได้หมดไปแล้ว

ปัจจุบันต้องปรับรูปแบบให้เล็กลง และ เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น เนื่องจากคอนเทนต์การลงทุนสามารถหาได้ง่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้การจัดงานต้องมีความ Exclusive เพื่อสร้างคุณค่าแตกต่าง

นอกจากนี้ นักลงทุนไทยจำนวนมากหันไปเปิดบัญชีต่างประเทศมากขึ้น เพราะมองว่าตลาดโลกเป็นทางเลือกใหม่ ไม่จำกัดอยู่แค่ตลาดไทยเหมือนในอดีต

จึงเป็นเหตุผลที่มีการออกสินค้าใหม่ คือ Depositary Receipt (DR) เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อยที่ไม่สามารถเปิดบัญชีต่างประเทศได้ด้วยตัวเอง

แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อหนีการแข่งขัน โดยช่วงแรกออก DR ที่อ้างอิง ETF ที่ลงทุนในประเทศต่าง ๆ เช่น เวียดนาม ฮ่องกง และสหรัฐฯ ก่อนจะขยายไปสู่หุ้นรายตัว

ปัจจุบันตลาด DR เริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจากหุ้นเดียวกันอาจมี DR หลายตัว บริษัทจึงต้องคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพและออกผลิตภัณฑ์ให้ทันก่อนคู่แข่ง

“ตอนนี้มันเริ่มมีลักษณะที่แปลกๆ ในตลาด คือ หุ้นหนึ่งตัวเริ่มมี DR หลายๆ ตัว ก็ต้องบอกว่าเป็นโจทย์ที่ยาก ที่เราต้องพยายามหาหุ้นที่เรียกว่าคัดมาหน่อยนะ ไม่ใช่เป็นหุ้นยอดนิยมอย่างเดียว ไม่งั้นกลายเป็นว่าทุกโบรกจะไปออกใน Underlying ตัวเดียวกัน นักลงทุนก็สับสน”นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์  คาดว่า นับจากนี้ผู้เล่นในตลาด DR ไม่น่าจะมีเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันมากนัก เพราะยิ่งมาก จะเริ่มแย่งกันเอง โดย DR จะต่างกับ DW ตรงที่ว่า DW มี Feature ที่ยังมีความแตกต่างกันในตัวเอง Feature ข้างในไม่เหมือนกัน แต่ DR หุ้นหนึ่งตัวก็คือหุ้นหนึ่งตัว ไม่สามารถจะแยก Feature ได้ เพราะฉะนั้นทุกโบรกฯก็ต้องไปเฟ้นหาหุ้นที่จะถูกใจ ถูกจังหวะ

ปีนี้ พยายามให้ IC ขาย Product อื่นเพิ่มเติม อย่างเช่น Top Funds เป็นกองทุนลงทุนแบบ Auto Investing มี 3 ระดับความเสี่ยงให้เลือก มีการปรับพอร์ตอัตโนมัติที่นักลงทุนสามารถจะเลือกความเสี่ยงได้ เพราะเชื่อว่าในภาวะที่ยังมีความผันผวน นักลงทุนจะกันเงินบางส่วนลงทุนในที่ที่ไม่เสี่ยงสูง และไม่เทรดสั้นๆ

ทำให้ IC มีทางเลือกในการที่จะให้คำแนะนำนักลงทุนมากขึ้น จากเดิมจะแนะนำเฉพาะหุ้น เพราะนักลงทุนไม่ได้เทรดหุ้นอย่างเดียว

นอกจากนี้ ทีมวิเคราะห์และทีมวิจัยมีการพัฒนาเนื้อหา ในเชิงลึกมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยี และ AI เข้ามาร่วมพัฒนา เพิ่มศักยภาพงานวิเคราะห์ เร็ว และแม่นยำ เพื่อให้เป็นหนึ่งในทางเลือกในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะมาใช้บริการ

ตั้งเป้า Top Funds โต 7 พันลบ.

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวถึง กองทุน Top Funds ว่า ได้รับการตอบรับดีมากจากนักลงทุนโดยเปิดมา 7 เดือนมีลูกค้าเกือบ 2,000 บัญชี มีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท

สำหรับ ผลตอบแทน ณ สิ้นปี 2568 สินทรัพย์ลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ทำผลตอบแทน 5-7% เสี่ยงระดับกลางได้  7-8% และเสี่ยงสูงได้ 12%

Top Funds ลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท เพื่อที่จะสามารถจัดสรรเงินไปในหลายๆ กองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ออกแบบมาเพื่อสร้าง Wealth แบบมั่นคง ควบคุมความเสี่ยงในระดับที่วางไว้ ไม่ได้มากจนเกินไป ถ้าตลาดปรับตัวลง พอร์ตจะไม่ลงไปลึกมาก

ต่างจากการลงทุนในหุ้นโดยตรง เวลาเจอหุ้นลงแรงๆ อย่างช่วงปีที่ผ่านมา บางทีลงไป 20-30% ลูกค้ารับไม่ไหว แต่ Top Funds เวลาหุ้นลงแบบเดียวกัน จะลงแค่ 1 ใน 3 หรือลงไปประมาณ 10-12% ไม่ถึง 20-30% พอร์ตจะไม่ระเบิด แล้วก็เติบโตอย่างมั่นคง

เป็นกองทุนที่ไปลงต่างประเทศ โดยเราคัดเลือกกองทุนที่เป็นหัวกะทิของแต่ละบลจ. มามัดรวมกันให้ลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าไม่มีบลจ. ไหนหรอกที่เก่งทุกเรื่อง บางคนเก่งหุ้นไทย บางคนเก่งหุ้นอเมริกา บางคนเก่งตราสารหนี้ หน้าที่ของเราคือเเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาใส่ในพอร์ตให้ลูกค้า แล้วเราก็คอยดูแล ปรับจูนให้ตลอดเวลา”นายชัยพร กล่าว

ด้านค่าธรรมเนียม ลูกค้าจ่ายเท่าเดิมเหมือนไปซื้อกองทุนนั้นเอง ไม่ได้บวกเพิ่ม แต่ทางบล.บัวหลวง จะได้ส่วนแบ่งจากทางบลจ. มาเอง ซึ่งอันนี้คือข้อดีที่ลูกค้าไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ได้บริการการจัดการพอร์ตเพิ่มเข้ามา

ทำให้เวลาหุ้นตก พอร์ตลงไม่ลึก เพราะมีการปรับพอร์ตให้สมดุล หรือทำ  Rebalance ไม่ใช่ซื้อกองทุนแล้วปล่อยให้อยู่นิ่ง

ในการ Rebalance ทางทีมวิจัยที่ดูภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือภาพ  Macro จะติดตาม  Fund Flow ดู Growth ดู Value ของหุ้นว่าเริ่มแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับการเติบโต ถ้าแพงก็ค่อยๆ ทริม (Trim) หรือ ลด หรือ ล็อกกำไร หรือมีความเสี่ยงเรื่อง Tariff มีผลต่อราคาหุ้น ก็ค่อยๆ ลดความเสี่ยงด้วยการขายหุ้นออก แล้วถือตราสารหนี้เพิ่ม เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็ค่อยๆ เพิ่มหุ้นเข้ามาใหม่

ด้านสภาพคล่องเหมือนกองทุนทั่วไป ซื้อ-ขายT+3 T+4 T+5 แล้วแต่ว่าในพอร์ตนั้นมีกองทุนต่างประเทศมากแค่ไหน

ผลงานการบริหารพอร์ตในลักษณะดังกล่าว มีบริการมา 17 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้าให้บริการเฉพาะลูกค้าสถาบัน  แต่ปัจจุบันระบบหลังบ้านนิ่ง มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปแล้ว

นายชัยพร กล่าวว่า ในการทำ Rebalance พอร์ตลงทุน ไม่ได้ทำบ่อย ไม่ได้เอาเงินลูกค้าไปหมุนเพื่อผลประโยชน์ค่าคอมฯ โดยใน 1 ปีมีรอบการหมุนแค่ 0.6 เท่าแค่นั้น

สมมติลูกค้าลงทุน 1 ล้านบาท มีการซื้อเข้า ขายออก แค่ 6 แสนบาท ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานกองทุนทั่วไป ที่หมุนประมาณ 1 ล้านบาท ถึง 1.2 ล้านบาท สะท้อนว่า Top Funds  ปรับ Rebalance พอร์ตน้อยกว่ากองทุนทั่วไป

ลูกค้าเข้าใจและมั่นใจว่า เราไม่ได้มานั่งปรับพอร์ตเพื่อจะเอาค่าคอมมิชชั่น เพราะทุกครั้งที่เราปรับพอร์ตลูกค้ามีค่าใช้จ่ายนะ หมายความว่าลูกค้าได้ผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยลง เราเลยไม่ Rebalance บ่อย ตัวเลขของต่ำมาก

นอกจากนี้ ในช่วงนำเสนอขาย จะเอา Top Funds เทียบกับกองทุนประเภท Asset Allocation ทุกกองเลยที่อยู่ในประเทศไทย Type เดียวกัน Return Top Funds ดีกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง

ลูกค้าที่ซื้อกองทุนทั่วไป ซื้อแล้วถือลืม ตอนหุ้นตกไม่มีใครแนะนำว่าต้องทำอย่างไร ขาดทุนกัน ลูกค้ากลุ่มนี้มีการ Switching มาที่ Top Funds เพราะช่วยปิด Pain Point ให้กับลูกค้าที่เป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องการให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคง ลูกค้าสามารถดูพอร์ตได้ตลอดเวลา และได้รับคำแนะนำจากทีมงาน เมื่อถึงจุดเสี่ยงจะทำการ Rebalance ให้อัตโนมัติ โดยจะมีรายงานบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เพิ่มหุ้นตัวไหน ลดหุ้นตัวไหน เพราะอะไร

“ปี 2569 เราลดพอร์ตหุ้นตลาดสหรัฐอเมริกา และขายทำกำไรทองแล้ว ตอนนี้เงินพักอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้นชั่วคราว ด้วยความที่ทางทีมวิจัยมองว่าช่วงมีนาคมและเมษายน ตลาดทั่วโลกจะปรับตัวลง ก็เลยลดพอร์ตก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะกลับมาซื้ออีกทีหนึ่ง ช่วงเดือนมีนาคม และเมษายน อย่างไรก็ตาม ประมาณครึ่งหนึ่งของ Top Funds ลงทุนตลาดสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นตลาดที่ MSCI World แนะนำ โดยเราใช้ MSCI World เป็นมาตรฐานในการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต”นายชัยพร กล่าว

รีเสิร์ช หนึ่งในอาวุธมัดใจลูกค้า

นายธนัทเทพ จันทรกานต์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวถึงพัฒนาการของงานวิจัยว่ามียกระดับจากการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูลเป็นตัวนำอย่างเต็มรูปแบบ หรือ Data Driven ทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน แม่นยำ และสามารถใช้ตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นในสภาพตลาดที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยใช้ AI เข้ามาช่วย

ทีมวิจัย ได้ปรับกระบวนการทำงานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนในยุคปัจจุบัน โดยเริ่มจากการนำเครื่องมือ”อย่างการทำแบบสำรวจ”มาใช้เพื่อเจาะลึกพฤติกรรมและมุมมองของนักลงทุนในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Baby Boomers ซึ่งช่วยให้เข้าใจความเชื่อมั่นของตลาดในสถานการณ์สำคัญ

เช่น การเลือกตั้งที่ผ่านมา ผลการวิเคราะห์พบว่าหากขั้วการเมืองฝั่งสีน้ำเงินได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ตลาดหุ้นมีแนวโน้มเชิงบวกและอาจปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,480 จุด

นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังใช้การวิเคราะห์”แบบ Top-down” เพื่อมองภาพรวมตลาดโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจ ก่อนจะเจาะลึกด้วยการวิเคราะห์”แบบ Bottom-up” ที่ประเมินผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมตามนโยบายการเมือง ทำให้นักลงทุนเห็นทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดเชิงลึกในเวลาเดียวกัน

ขณะที่นักวิเคราะห์ “Human Research” มีการพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท พูดคุยกับภาคอุตสาหกรรม และผู้คุมนโยบายในประเทศ ไปจนถึงนโยบายต่างประเทศที่มีผลต่อราคาหุ้น เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่สุด ในการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ที่เอไอ หรือ ดิจิทัล ทำได้เพียงการดูข้อมูลในอดีต

สิ่งที่ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ คือการใช้แนวทาง Data Driven Investment ที่อาศัยข้อมูลเชิงตัวเลขล้วน ๆ เพื่อมาจับพฤติกรรมของหุ้นในแต่ละเดือน แต่ละฤดูกาล เพื่อสร้างรูปแบบการลงทุนที่แม่นยำและลดอคติจากการตีความเชิงคุณภาพ

หัวใจของ Digital Research คือการรวบรวมข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในรายงาน สไลด์ หรือบทสัมภาษณ์ มาจัดระเบียบใหม่ในระบบดิจิทัลที่ค้นหาและนำไปใช้ได้ง่าย

แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาในรูปแบบการใช้ภายใน เป็นศูนย์กลางข้อมูลการลงทุนแบบ One Stop Service ที่ช่วยให้ทีมงานติดตามภาพรวมตลาดโลก เปรียบเทียบระดับราคากับการเติบโต และต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์ตลาดรายประเทศ ไปจนถึงนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

อีกทั้งยังมีฟีเจอร์เด่น เช่น Earnings Season Tracking ที่ช่วยให้การคาดการณ์ผลประกอบการใกล้เคียงกับความจริงมากขึ้น

และ NVDR Flow Analysis ที่ออกแบบให้เป็น Interactive เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติได้ตามช่วงเวลาที่เลือก

เจาะลึก Digital Research

นายอิทธิ สุตัณฑวิบูลย์ นักกลยุทธ์เชิงปริมาณ  เพื่อบริหารความมั่งคั่ง สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวถึงโปรเจกต์ Digital Research ว่า เกิดจากแนวคิดที่ว่า ทีมวิจัยมีข้อมูลจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ทั้งสไลด์ รายงาน และบทสัมภาษณ์ แต่ปัญหาคือข้อมูลเหล่านี้กระจัดกระจายและเข้าถึงได้ยาก จึงต้องหาวิธีจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสื่อสารออกไปให้นักลงทุนสามารถนำไปใช้ได้จริงในการตัดสินใจลงทุน

จาก Pain Point หลัก 2 ข้อ ได้แก่ การจัดการข้อมูลภายใน และการสื่อสารข้อมูลออกไปภายนอก ทีมงานจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม Data Platform รุ่นแรก ในรูปแบบ Intranet เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายขึ้นและต่อเนื่องมากขึ้น

เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลตลาดโลก (Global Market Overview) เช่น การเปรียบเทียบ Valuation กับการเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลก เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนจะเจาะลึกไปยังตลาดหุ้นไทยหรือประเทศอื่น ๆ

อีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญคือ Earnings Season Tracking ที่ช่วยปิดช่องว่างระหว่างการคาดการณ์และผลประกอบการจริง โดยนักลงทุนสามารถติดตามได้ตั้งแต่ Earnings Preview ของนักวิเคราะห์ ไปจนถึงผลประกาศจริงที่อัปเดตเข้าระบบทันที ทำให้เห็นว่าตัวเลขจริงสอดคล้องกับการคาดการณ์หรือไม่ และช่วยให้การติดตามข้อมูลเป็นไปอย่างสะดวกและแม่นยำ

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่นักลงทุนคอยติดตามตลอด คือ การวิเคราะห์ Fund Flow ต่างชาติ ผ่าน NVDR ซึ่งเป็น Proxy สำคัญในการดูเม็ดเงินที่เข้าหรือออกจากตลาด สามารถเลือกช่วงเวลาดูได้แบบ Interactive ว่าในรอบ 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปีที่ผ่านมา กระแสเงินทุนเป็นอย่างไร และหุ้นตัวไหนถูกซื้อหรือขายสุทธิสูงสุด ข้อมูลนี้ช่วยให้เข้าใจแรงกดดันและแรงหนุนของตลาดได้ทันที

ต่อมาในระดับที่ใกล้ชิดกับนักลงทุนมากขึ้น คือ หุ้นรายตัว ทีมวิจัย Integrate ตัวข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทั้งปัจจัยพื้นฐาน จากบทวิเคราะห์ล่าสุด ปัจจัยทางเทคนิคเบื้องต้น หรือ โมเดลเชิงปริมาณ (Quant Model) และยังมีสรุปบทวิเคราะห์สั้นๆ ให้ด้วย ในรูปแบบที่เป็น One-Stop Service

ไฮไลท์ คือ Star Rating ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของนักลงทุนที่มักสับสนว่าหุ้นที่สนใจอยู่ ถูก หรือ แพง ระบบนี้ช่วยจัดอันดับด้วยการติดดาวตั้งแต่ 1- 6 วัดกันด้วย 9 ปัจจัย ประกอบด้วย ราคา,กำไร,รายได้,การเติบโต,แนวโน้ม,วงจรอุตสาหกรรม,ความแข็งแกร่งทางฐานะการเงิน,มุมมองนักวิเคราะห์ทั้งระบบ และราคาเป้าหมาย  ดูปุปทำให้การตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้นและมีมาตรฐานมากขึ้น

ในการวิเคราะห์ Factor แบบ Sector Specific หมายความว่า หุ้นแต่ละอุตสาหกรรมจะใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL จะวัดความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยตัวเลขอย่าง Operating Cash Flow to Debt หรือ Asset Coverage

ขณะที่หุ้นในกลุ่มธนาคารอย่าง KBank จะใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับสถาบันการเงิน เช่น อัตราการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย เป็นต้น การปรับใช้ Factor ให้ตรงกับลักษณะธุรกิจช่วยให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำและตีความได้ตรงประเด็นมากขึ้น

รวมทั้ง ระบบถูกออกแบบมาให้สามารถ Export รายงานสั้น ๆ 1–3 หน้า เพื่อให้ผู้แนะนำการลงทุน (IC) สามารถนำไปใช้สื่อสารกับลูกค้าได้ทันที รายงานเหล่านี้จะรวมข้อมูลสำคัญ เช่น มุมมองเชิงพื้นฐานจากนักวิเคราะห์ โมเดล Star Rating ที่ช่วยจัดอันดับมูลค่าหุ้นว่าถูกหรือแพง รวมถึงข้อมูลเสริมที่นักลงทุนติดตามอยู่แล้ว เพื่อให้การตอบคำถามลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีข้อมูลรองรับครบถ้วน

แม้บางหุ้นจะไม่ได้อยู่ใน Coverage หลักของ บล.บัวหลวง ซึ่งบัวหลวง Cover หุ้นใน SET100 แต่ระบบก็รวบรวมข้อมูลจากโมเดลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชิงพื้นฐานมาไว้ให้ ทำให้สามารถใช้เป็น Backup Data ในการสื่อสารกับลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น รายงานยังมีส่วนของ Detail Backup ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของ Estimate และ Star Rating ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นพัฒนาการของหุ้นอย่างต่อเนื่อง

“นี่คือตัวอย่างของตัว Digital Research ที่เราพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน ที่พัฒนาอย่างจริงจังมาเกือบ 3 ปี ยังคิดว่ามีเป้าหมายอีกเยอะที่จะต้องพัฒนาต่อไป”นายอิทธิ กล่าว